No.138 ฉบับลิตเติ้ลฟอร์เรส

ช่วงนี้หนัง Little Forest: Winter & Spring ซึ่งเป็นภาคต่อจาก Summer & Autumn กำลังเข้าฉายในเมืองไทย แต่โดยส่วนตัวยังไม่เคยดูเลย ก็พยายามไปหาภาค Summer & Autumn มาดู

ตัวอย่างหนัง Little Forest Summer & Autumn พร้อมเพลงประกอบ FLOWER FLOWER 

ในช่วงทีคำว่า S L O W  L I F E (เว้นวรรคตามที่เค้าฮิตๆ) กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากมาย หนังอย่าง Little Forest ก็เหมือนจะมีการถูกนำไปอ้างอิงถึงชีวิต slow life อยู่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่า ตัวหนัง Little Forest นั้นเน้นหนักไปทาง self-sufficiency หรือการพึ่งพาตัวเอง ในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะด้านอาหาร ซึ่งน่าจะแตกต่างจากความหมายของ slow life (ที่คิดๆกันโดยทั่วไป) ที่มักจะนึกไปถึง ความเนิบช้า สบายๆ แต่หาก slow life ในความหมายที่ว่า กว่าจะได้อะไรมานั้น ต้องผ่านกาลเวลา ผ่านกระบวนการ โดยเฉพาะการลงมือทำด้วยตัวเองแล้วหล่ะก้อ อาจจะใกล้เคียง

พอได้ดู Little Forest ผมก็นึกถึงมืองเล็กๆในหุบเขาคล้ายๆกันในเมืองไทยอย่างแม่แจ่ม

ตอนปี 2008 ผมเองก็เห็นพวกกระทู้ slow life ไปถ่ายภาพนาขั้นบันได ตอนนั้นยังพอมีแรงนั่งรถทัวร์ ต่อรถสองแถว แถวอ.จอมทอง(ที่รอโคตรนานกว่าจะออก) ขึ้นดอยอินทนนท์ไปลงแม่แจ่ม ก็เห่อๆชวนน้องๆหนุ่มๆ(สมัยนี้น)ลองไปดู ไปถ่ายภาพกับเขามาเหมือนกัน

จริงๆถ้าคนอยู่กับไร่กับนา อยู่กับธรรมชาติอยู่แล้วก็คงรู้สึกว่าจะไปทำไม ฮาๆๆ แต่ไปแล้วก็ได้ประสบการณ์อะไรติดมานิดหน่อยเหมือนกัน แต่ก็ยอมรับช่วงนั้นก็ไม่ได้ไปดูวิถีชีวิตอะไรของคนแม่แจ่ม แบบจริงๆจังๆเท่าไหร่ ก็เลยไม่รู้ว่า คนที่นั่นใช้ชีวิตพึ่งพาตัวเองเหมือนหนัง Little Forest มากน้อยขนาดไหน

ภาพนาขั้นบันไดที่แม่แจ่ม ถ่ายไว้เมื่อปี 2008
maejam1

No.129 ฉบับอารยสถาปัตย์


ภาพจาก www.universaldesign.com

สัปดาห์ก่อนไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว ครั้งนี้พิเศษหน่อยตรงที่ผู้สูงอายุในบ้านเริ่มเดินเหินไม่ค่อยสะดวก ต้องอาศัยรถวีลแชร์ ซึ่งในช่วงของการเดินทางท่องเที่ยวนั้น ก็พบว่า สถานที่ต่างๆ ทั้งสถานที่ท่องเทียว และสถานบริการสาธารณะ ยังไม่ได้ออกแบบให้รถวีลแชร์สามารถเข้าถึงได้โดยง่ายนัก แต่ก็ยังดีที่ในแต่ละสถานที่ เมื่อเจ้าหน้าที่หรือเจ้าของสถานที่นั้นๆ พบว่าเรามีคนนั่งรถวีลแชร์มาใช้บริการ ก็จะถามความคิดเห็นและมีแนวโน้มว่าจะพยายามนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งก็เป็นเรื่องดีมากๆ เพราะเมืองไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในเวลาไม่นาน คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสถานที่ต่างๆ ให้พร้อมรับบริการคนกลุ่มนี้ในอนาคต

การออกแบบอาคาร สถานที่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงหรือใช้งานได้สะดวก ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกายนั้น มีการใช้คำภาษาอังกฤษว่า “Universal Design” ซึ่งผมได้ยินครั้งแรกจากรายการเมืองใจดี ที่ออกอากาศทางสถานีไทยพีบีเอสเมื่อ 2 ปีก่อน  โดยส่วนตัวแล้วผมชอบรายการนี้มากๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะครอบครัวของผมเริ่มมีผู้สูงอายุ แต่อีกส่วนหนึ่ง ผมรู้สึกว่า รายการนี้ ทำให้ผมตระหนักถึงการมีอยู่ และ ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มอื่นๆในสังคม ที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะหรือสถานที่เอกชนต่างๆ ที่ออกแบบมาแบบเน้นความสวยงาม ทันสมัย ชิคๆ เป็นหลัก แต่ไม่เอื้ออำนวยให้คนกลุ่มที่มีสภาพร่างกายไม่ปกติเข้าไปใช้งานได้สะดวกนัก นอกจากการออกอากาศทางโทรทัศน์และเผยแพร่เป็นคลิปวิดีโอแล้ว ทางรายการยังได้จัดทำคู่มือขึ้นมา โดยให้ชื่อว่า คู่มือบ้านใจดี – บ้านที่ออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design Home) ให้สามารถดาวน์โหลดกันไปดูได้อีกด้วย

เมื่อรายการเมืองใจดี จบไป ทีแรกผมก็คิดว่า กระแส Universal Design ก็คงจะหายๆไปด้วย แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีโอกาสได้ดูรายการทางโทรทัศน์ของคุณกฤษนะ ละไล ซึงพาไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆที่มีการออกแบบได้เหมาะสมกับผู้ใช้วีลแชร์ โดยคุณกฤษนะ ใช้คำว่า “อารยสถาปัตย์” ผมฟังทีแรกๆ ก็งงๆ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นคำเดียวกันกับ Universal Design นั่นเอง เพิ่งรู้ว่ามีการคิดชื่อภาษาไทยแล้ว 😉 ถ้าพูดถึงคุณกฤษนะ ละไล ก็ต้องยอมรับว่า คุณกฤษนะเป็นคนที่ช่วยจุดประกายเรื่องของ Universal Design หรือ อารยสถาปัตย์ ในเมืองไทยมากที่สุดคนหนึ่ง ก็ว่าได้ (สามารถตามไปดูรายการต่างๆของคุณกฤษนะได้ที่ KrisanalalaiChannel)  โดยคุณกฤษณะ ยังคงพยายามพลักดันและนำเสนอเรื่อง อารยสถาปัตย์ ในรายการต่างๆของเขาอย่างสม่ำเสมอเรื่อยมา

และถ้าพูดถึงประเทศที่มีอารยสถาปัตย์ ดีที่สุดประเทศหนึ่ง ที่คนไทยคุ้นเคย ก็คงหนีไม่พ้นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้การไปเที่ยวญี่ปุ่นของเรานั้น นอกจากเรื่องของธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆ แล้ว ยังมีเรื่องของอารยสถาปัตย์ที่น่าไปชม ไปดู เพื่อศึกษาการออกแบบของเขาอีกด้วย ซึ่งก็มีบล็อกเกอร์ท่านหนึ่งได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆของญี่ปุ่น ไม่เฉพาะเรื่องอารยสถาปัตย์เท่านั้น ไว้ในบล็อกชื่อ “มองญี่ปุ่น” ไว้อย่างน่าสนใจอีกด้วย ( มองญี่ปุ่น : อารยสถาปัตย์ )

พอมองเรื่องอารยสถาปัตย์แล้ว ก็ทำให้แอบคิดว่า จริงๆแล้ว อารยสถาปัตย์ ก็เป็นเครื่องบ่งชี ถึงระดับความเท่าเทียม เสมอภาค อย่างหนึ่งของสังคมหรือประเทศนั้นๆด้วย เพราะหากสังคมหรือประเทศนั้น มีการออกแบบเมืองโดยคำนึงถึงคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกายแล้ว สังคมหรือประเทศนั้นๆ ก็น่าจะมีแนวโน้มเรื่องของความเท่าเทียมและความเสมอภาคในด้านอื่นๆ ในระดับที่สูงอยู่เหมือนกัน ในทางตรงกันข้าม หากสภาพของเมืองยังเมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อคนทุกเพศ วัย และสภาพร่างกาย ก็มีแนวโน้มว่า เมืองหรือประเทศนั้นๆ ก็น่าจะยังมีความเหลื่อมล้ำในระดับที่สูงอยู่เหมือนกัน

No.124 ฉบับแมตช์ฟุตบอลโลกในความทรงจำ

ฟุตบอลนั้นเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกโดยไม่มีข้อสงสัย เพราะเป็นกีฬาเพียงชนิดเดียวที่สามารถใช้คำว่า World Cup แทนการแข่งขันชิงแชมป์โลกได้โดยไม่ต้องระบุชื่อชนิดกีฬา แต่คนทั่วโลกต่างรู้กันว่าหมายถึงฟุตบอลโลก (ตัวอย่างเช่น ทวิตเตอร์ก็ใช้ tag #WorldCup สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก )

ฟุตบอลโลกในความทรงจำของผมเองนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1986 การรับชมการแข่งขันในแต่ละปีก็มีเรื่องราวชีวิตในระหว่างนั้นที่แตกต่างกันไป จึงอยากบันทึกแมตช์การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ยังอยู่ในความทรงจำของแต่ละช่วงเวลาของชีวิตไว้เพื่อระลึกถึงอีกสักครั้ง

1986 เจ้าภาพ เม็กซิโก แชมป์ อาร์เจนติน่า

แมตช์ อาร์เจนติน่า 2:0 เบลเยี่ยม รอบรองชนะเลิศ
1986 เป็นปีแรกที่ได้เริ่มดูฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปีนั้นเป็นปีทองของมาราโดน่าโดยแท้จริง ตอนนั้นเรียนอยู่ประมาณประถมปลาย ดูแมตช์นี้ก่อนไปโรงเรียนตอนเช้า ภาพมาราโดน่าเลี้ยงบอลเข้าไปยิงประตูที่สอง ยังจำติดตาจนทุกวันนี้เลย

>
>
1990 เจ้าภาพ อิตาลี แชมป์ เยอรมัน

แมตช์ อาร์เจนติน่า 0:1 แคเมอรูน รอบแบ่งกลุ่ม นัดเปิดสนาม
โดยธรรมเนียมสมัยก่อน ฟุตบอลโลกนัดเปิดสนามจะเป็นคู่ของแชมป์เก่า ไม่ใช่คู่ของเจ้าภาพอย่างครั้งหลังๆ มานี้ จำได้ว่าดูถ่ายทอดสดตอนค่ำๆ ตอนมัธยมต้น
ต้องยอมรับว่า ตัวเองนั้นรู้จักประเทศแคเมอรูนครั้งแรกก็จากฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นผลฟุตบอลโลกนัดเปิดสนามที่ช็อคแฟนบอลอยู่พอสมควร

>
>
1994 เจ้าภาพ สหรัฐอเมริกา แชมป์ บราซิล

แมตช์ บราซิล 3:2 เนเธอแลนด์
ปี 94 ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง ไปทริปรับน้องใหม่ที่ต่างจังหวัดในฐานะรุ่นพี่เป็นครั้งแรก ช่วงกลางคืนรุ่นพี่ๆเปิดทีวีดูถ่ายทอดสดคู่นี้พอดี เป็นคู่ที่สู้กันได้สุดมันส์ การแข่งขันแมตช์นี้จบลงด้วยชัยชนะของบราซิล จากการยิงลูกโทษนอกเขตโทษสุดงามของบรังโก้ รวมถึงลูกยิง 2-0 ซึ่งเป็นการเอาชนะกับดักล้ำหน้าในตำนานของคู่หูอย่างโรมาริโอ้และเบเบโต้อีกด้วย

>
>
1998 ฝรั่งเศส แชมป์ ฝรั่งเศส

แมตช์ บราซิล 4:2 เนเธอแลนด์ (ดวลจุดโทษ) รอบรองชนะเลิศ
ปี 98 เริ่มทำงานแล้ว ปีนั้นทั้งบราซิลและเนเธอแลนด์ต่างเป็นตัวเต็งในการคว้าแชมป์ทั้งคู่ บราซิลตั้งความหวังไว้กับโรนันโด้ค่อนข้างมาก และโรนันโด้ก็พาทีมเอาชนะคู่แข่งจนถึงรอบชิง แต่ก็ไปแพ้เจ้าภาพฝรั่งเศสอย่างหมดรูป

>
>
2002 เจ้าภาพ ญี่ปุ่น+เกาหลีใต้ แชมป์ บราซิล


แมตช์ บราซิล 2:1 อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย
ปี 2002 เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกจัดในทวีปเอเชีย ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ร่วมเป็นเจ้าภาพ ช่วงรอบ16ทีมต่อรอบ 8 ทีมของฟุตบอลโลกปีนั้น มีโอกาสไปสัมนาที่สิงคโปร์พอดี เลยเป็นการดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกต่างแดนเป็นครั้งแรก จำได้ว่าบางแมตช์มีโอกาสได้ยืนดูหน้าห้างแถวถนนออร์ชาร์ดร่วมกับนักท่องเที่ยวและคนสิงคโปร์ แต่แมตช์บราซิลกับอังกฤษนี้ นั่งดูในห้องพักโรงแรมช่วงบ่ายๆ อยู่คนเดียว จำได้ว่าระหว่างนั่งๆดู ก็มีโทรศัพท์เรียกจากล็อบบี้โรงแรมาขัดจังหวะให้ลงไปติดต่อรับของ เล่นเอาหงุดหงิดอยู่เหมือนกันในตอนนั้น ฮา

>
>
2006 เจ้าภาพ เยอรมัน แชมป์ อิตาลี


แมตช์ อิตาลี 5:3 ฝรั่งเศส (ดวลจุดโทษ) รอบชิงชนะเลิศ
จำได้ว่าปีนั้น คืนนัดชิงชนะเลิศ กลับจากงานแต่งงานของพี่ที่บริษัท แล้วก็ถ่างตารอดูจนจบ เป็นการสมหวังครั้งแรกตั้งแต่เชียร์อิตาลีมาตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่อเมริกา แมตช์นี้มีดราม่าเมื่อซีดานโดนไล่ออกช่วงต่อเวลาพิเศษด้วย

>
>
2010 แอฟริกาใต้ แชมป์ สเปน

แมตช์ เยอรมัน 4:1 อังกฤษ รอบ 16 ทีมสุดท้าย
ฟุตบอลโลกปี 2010 นับได้ว่าเป็นปีแรกที่จัดขึ้นพร้อมกับการใช้งานที่เริ่มแพร่หลายไปทั่วโลกของสื่อสังคมออนไลน์อย่าง เฟสบุ๊คและทวิตเตอร์ เยอรมันโชว์ฟอร์มถล่มอังกฤษได้ถึง 4-1 ในนัดนี้ โดยมีลูกปัญหาที่อังกฤษควรจะได้ประตูตีเสมอจากภาพช้าที่ลูกบอลลอยข้ามเส้นประตูไปทั้งใบแล้วแบบชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฟีฟ่านำเทคโนโลยี Goal-line มาใช้ในครั้งนี้ หลังผ่านอังกฤษได้ เยอรมันยังร้อนแรงต่ออีกนัดโดยในรอบ 8 ทีมสุดท้ายสามารถอัดอาร์เจนติน่าแบบหมดรูปถึง 4-0 แต่ก็ไปหยุดอยู่แค่รอบรองชนะเลิศซึ่งแพ้ให้กับสเปนไป 0-1

ที่มารูปภาพ www.fifa.com

No.121 ฉบับบุรุษผู้บ้าพลัง(ไฟฟ้า)ที่สุดในปฐพี

ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าว/บทความเกี่ยวกับ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก ผ่านๆตาผมอยู่ 2-3 ชิ้น เท่าที่อ่านแบบผ่านๆ ก็พบเรื่องน่าทึ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้ในหลายๆประเด็น โดยเฉพาะเรื่องของความกล้าและบ้าบิ่นของ CEO บริษัทที่ชื่อ Elon Musk (อีลอน มัคส์)  ซึ่งถ้าลองอ่านข้อมูลชีวประวัติผ่านวิกิพีเดียคร่าวๆ (ตามลิงค์) คุณจะรู้สึกได้เลยว่า ชายวัยสี่สิบต้นๆ คนนี้ ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

บทความ Car Dealers Are Terrified of Tesla’s Plan to Eliminate Oil Changes ในเว็บไซด์ wired.com พูดถึงความวิตกกังวลของดีลเลอร์รถยนต์ในหลายๆรัฐของสหรัฐอเมริกา ต่อการทำการตลาดแบบขายตรงของ Tesla Model S ซึ่งไม่เพียงแต่จะตัดช่องทางทำมาหากินในเรื่องการขายแล้ว Tesla ยังออกแบบรถ Model S ของตัวเองให้มีการบำรุงรักษาที่ต่ำ(หรือแทบไม่มีเลย) โดยวางโครงสร้างรถให้เปรียบเสมือนแอพพลิเคชั่นที่ทำงานอยู่บนล้อทั้งสี่ (ในบทความใช้คำว่า “an app on four wheels” ) ซึ่งเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ตัวรถสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ด้วยตัวเอง แล้วดาว์โหลดซอฟแวร์เพื่อแก้ปัญหาหรือปรับปรุงระบบได้ทันที รวมถึงสามารถให้บริษัททำการเข้าไปตรวจสอบด้วยระบบตรวจสอบระยะทางไกล (remote monitoring)ได้

ด้วยความสามารถขั้นเทพขนาดนี้ ทำให้ดีลเลอร์รถยนต์ในหลายรัฐพยายามช่วยกัน ล็อบบี้เพื่อกีดกัน Tesla ไม่ให้เข้าไปทำตลาด เพราะคิดว่าจะเข้าไปตัดช่องทางทำมาหากินของตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้เอง อีลอน มัคส์ก็กล่าวย้ำในการตอบคำถามผู้ถือหุ้นใน การประชุมผู้ถือหุ้นไว้ด้วยประโยคที่ว่า “Our philosophy with respect to service is not to make a profit on service, I think it’s terrible to make a profit on service.

ถัดจากเรื่องการออกแบบตัวรถซึ่งปฏิวัติและสั่นสะเทือนวงการ(โดยเฉพาะวงการดีลเลอร์รถยนต์) ก็เป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตรถ
ยนต์ของ Tesla โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของรถ นั่นก็คือ แบตเตอรี่ นั่นเอง

อีลอน มัคส์คงคิดว่า ถ้าคิดจะปฏิวัติวงการและอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมถึงการใช้พลังงานทางเลือกโดยเฉพาะไฟฟ้านั้น เขาจำเป็นจะต้องผลิตสินค้าออกมาขายให้กับประชากรส่วนใหญ่ในโลกนี้ในปริมาณที่มากพอ ซึ่งการที่จะผลิตสินค้าปริมาณมหาศาลได้อย่างต่อเนื่อง ห่วงโซ่การผลิตก็ต้องมีความมั่นคง เขาจึงคิดลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ lithium-ion ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาภายใต้โครงการที่ชื่อ “gigafactory” ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 5 พันล้านเหรียญ ตามข้อมูลในบทความ Musk’s $5 Billion Tesla Gigafactory May Start Bidding War บนเว็บไซด์สำนักข่าว Bloomberg ซึ่งโครงการนี้มีลักษณะตรงกันข้ามกับเรื่องของดีลเลอร์รถยนต์ เพราะแต่ละรัฐต่างหวังที่จะได้โครงการนี้ไปลงทุนในรัฐของตัวเอง เพื่อเพิ่มการจ้างงานภายในรัฐ

ด้วยโครงการระดับโลกอย่าง gigafactory  (ซึ่งว่ากันตามแผน ในปี 2020 gigafactory จะผลิต lithium-ion cell ได้มากกว่าปริมาณที่ผู้ผลิตรายอื่นทั้งหมดในปัจจุบันผลิตรวมกันได้ในปี 2013) นี่เอง ทำให้ชื่อของ Tesla ก็ไปปรากฏในบทความ The future of Silicon Valley may lie in the mountains of Afghanistan บนเว็บไซด์ venturebeat.com ในฐานะผู้บริโภคแร่ธาตุลิเธียม (lithium) รายใหญ่อันดับต้นๆของโลก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการที่นักลงทุนรวมถึงนักสำรวจแร่ธาตุของประเทศมหาอำนาจต่างๆ จะพยายามเข้าไปสำรวจและหาแหล่งแร่ธาตุลิเธียมแหล่งใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกที่เพิ่งถูกสำรวจพบในประเทศอัฟกานิสถาน

ปิดท้ายกันด้วยแนวคิดแหวกแนวและน่าทึ่งในเรื่องของการให้บริการเติมพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ Tesla Model S ที่เรียกว่า SuperCharger ซึ่งเป็นสถานีบริการชาร์ตไฟให้กับ Tesla Model S ด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคที่สามารถชาร์ตไฟได้เร็วกว่าระบชาร์ตทั่วไปและให้บริการกับผู้ใช้รถ Tesla Model S แบบฟรีๆ โดยปัจจุบันมีการวางตำแหน่งสถานีบริการบนเส้นทางครอบคลุมจากตะวันออกไปยังตะวันตกของสหรัฐอเมริกาแล้ว ซึ่งล่าสุดก็เลยมีการทดสอบการขับรถ Tesla Model S ข้ามประเทศจากลอสแอนเจลิสไปยังนิวยอร์ค โดยแวะชาร์ตไฟตามสถานีเครือข่ายที่มี SuperCharger ติดตั้งอยู่ตามเส้นทาง

Tesla Model S Cross Country Rally — Los Angeles to New York

No.120 ฉบับฝันแบบจีน

หากพูดถึงมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างอเมริกา เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “The American Dream” มาแล้ว ซึ่งนิยามของ American Dream ในปัจจุบันกับในอดีตก็อาจผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปจากแนวคิดเมื่อคราวเริ่มต้น จนหลายคนบอกว่าเพราะรูปแบบการใช้ชีวิตแบบ American Dream นี่เองแหล่ะคือ ต้นตอปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันของอเมริกา

the American Dream นั้นแท้จริงแล้ว ถ้ากล่าวแบบสรุปย่อๆ ก็น่าจะหมายถึง ลักษณะพื้นฐานทางด้านสังคมมีร่วมกันของกลุ่มคนอเมริกัน ซึ่งเน้นแนวความคิดในเรื่องของ อิสรภาพที่เกี่ยวข้องกับโอกาสในการสร้างฐานะและความสำเร็จในสังคม

หันกลับมามองมหาอำนาจอันดับ 2 ในตอนนี้อย่างจีนบ้าง โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มสนใจที่จะอ่านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับจีนที่เป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เป็นสำนักข่าวใหญ่ซึ่งมีภาคภาษาอังกฤษดัวย ทำให้บังเอิญไปเจอเรื่องราวเกี่ยวกับ “The Chinese Dream” โดยบังเอิญ

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2013 นั้นนิตยสาร “Civilization” ของจีนได้จัดทำฉบับพิเศษ ที่พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับผู้นำรุ่นล่าสุดของจีน เพื่อสอดรับการการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน(CPC) ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2013 โดยนำรูปของสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันมาขึ้นปก ซึ่งทาง CNTV (Chinese Network Television)  ได้นำบทความบางส่วนมาเผยแพร่ให้อ่านบนเว็บไซต์

นิตยสาร “Civilization” ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2013 ปก สี จิ้นผิง (ที่มารูป  China’s New Leadership Ordinary Lives and Extraordinary Dreams )

นิตยสารฉบับพิเศษดังกล่าว นอกจากจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวผู้นำรุ่นใหม่ของจีน ไล่ลำดับตั้งแต่สูงสุดลงไปแล้ว ยังนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “The Chinese Dream” เอาไว้ด้วย

เท่าที่ไล่อ่านบทความบนเว็บไซด์ของ CNTV แบบคร่าวมากๆ (ออกตัวก่อน) ผู้เขียนบทความในนิตยสารดังกล่าวพยายามนำเสนอว่า ในระดับ global scale นั้น มีความฝันอยู่ 3 รูปแบบที่ซ้อนทับและเป็นคู่แข่งขันกันในการมีอิทธิพลต่ออารยธรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย the American Dream the European Dream และ the Chinese Dream

ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่สื่อจีนจะเขียนถึงความฝันของตัวเองในเชิงบวก แล้วก็วิจารณ์ความฝันของคู่แข่งไปในทางลบ แต่สิ่งที่ผู้เขียนอธิบายก็มีส่วนจริงอยู่หลายเรื่องตามที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน โดยหลักๆ ผู้เขียนวิจารณ์ว่า ความฝันแบบ American นั้นไขว่คว้าหาความมั่งคงแบบไม่สนใจคนอื่น ส่วนความฝันแบบ European ก็คิดแต่จะปกป้องตัวเองหลังจากต้องลำบากจากสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนความฝันแบบจีน หรือ the Chinese Dream นั้นอิงกับวัฒนธรรมโบราณที่มีประวิติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการผูกมิตรและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ไม่เน้นการพัฒนาที่ทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติแบบอเมริกัน (ตอนอ่านก็ได้แต่ส่ายหน้าหน่อยๆ แอบคิดในใจว่า มันจริงเหรอว้า )

แต่ไม่ว่าจะ the American Dream หรือจะ the Chinese Dream ต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อยให้วิพากษ์วิจารณ์ต่างกันไป แต่อย่างน้อยๆ คนอเมริกัน กับ คนจีน ก็ยังมีความใฝ่ฝันในอุดมคติร่วมกันบางอย่าง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า แล้วรูปร่างหน้าตาของ the Thai Dream ในปัจจุบันนั้น มันเป็นอย่างไรกันแน่ ;p

ที่มา The Chinese Dream : Sense concerning the revival of the Chinese civilization

No.119 ฉบับแชทไลน์สายมัธยม

1.
ระหว่างเส้นทางชีวิตในแต่ละช่วง สิ่งหนึ่งที่จะถูกเก็บสะสมมาตามเส้นทางแต่ละสาย ก็น่าจะเป็นประสบการณ์และเพื่อนฝูง ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน สมาคม คอร์ตแบด สนามบอล หรือ แม้กระทั่งในโลกไซเบอร์

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าอยากรู้ว่า คนๆหนึ่งเก็บสะสมเพื่อนมาจากที่ไหนบ้าง ก็ให้ดูตอนงานแต่ง โดยเฉพาะงานแต่งที่เป็นโต๊ะจีน เพราะในงาน ส่วนใหญ่จะมีการวางป้ายบอกกลุ่มหรือสายของแขกที่มาในงาน ถ้าเป็นกลุ่มเพื่อน ก็หนีไม่พ้นที่เป็นชื่อสถานศึกษา หรือ ชื่อสถานที่ทำงาน

2.
ไลน์ (LINE) เป็นแอพพลิเคชั่นแชทบนมือถือยอดฮิต ติดตลาดมาแรมปี และยังไม่มีวี่แววว่าจะมีแอพอื่นขึ้นมาแทนที่ได้ง่ายๆ โดยส่วนตัึวแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ไลน์เท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยได้แชทอะไรกับใคร

ชีวิตในโลกไซเบอร์ส่วนใหญ่ของผมเอง จะอยู่บนทวิตเตอร์กับเฟสบุ๊ค ซึ่งใช้บ่นใช้โพสต์เรื่องราว มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่โดยรวมๆ ก็เน้นเข้าไปอ่าน เข้าไปดูข่าวสาร เรื่องราว มากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงบนนั้นอยู่ดี

จุดเด่นหนึ่งของไลน์คือสติ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นรูปภาพตัวการ์ตูนในอริยาบทต่างๆ เราสามารถใช้ในการแชท เพื่อสื่อสารแทนการพิมพ์ข้อความตัวอักษรธรรมดาๆ ได้ (ซึ่งภายหลังแอพแชทและโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆทยอยทำระบบสติ๊กเกอร์ขึ้นมาตาม)  ซึ่งจุดเด่นนี้ถูกนำไปขยายผลทำเป็นโฆษณาทางโทรทัศน์หลายๆตัว

[LINE TVC]India -Sticker Communication-40sec.

3.
หลังปีใหม่มาไม่กี่วัน เพื่อนสายมัธยม ชวนผมเข้ากลุ่มไลน์ เป็นกลุ่มที่รวบรวมเพื่อนเรียนมัธยมที่พอจะยังติดต่อกันได้ประมาณ 20 กว่าคนไว้ในนั้น แน่นอนว่าเพื่อนมัธยมนั้นมีการแยกย้ายกันไปเรียนในต่างสถาบัน ต่างสาขาวิชา (หรือบางคนก็ทำมาหากินเลย โดยไม่เรียนต่อ) เมื่อเวลาผ่านไป กลับมาเจอกันใหม่ กลุ่มไลน์สายมัธยมนี้ จึงประกอบไปด้วย ผู้คนจากหลากหลายสายอาชีพมาพบเจอกัน

น่าแปลกที่ช่วงเวลาแค่ 2-3 ปีของมัธยมปลาย เป็นช่วงที่คนจดจำและมีสายสัมพันธ์บางอย่างร่วมกันแน่นหนากว่าช่วงเวลาอื่น(ความเห็นส่วนตัว)  แล้วแอพพลิชั่นไลน์ในปัจจุบันก็ทำหน้าที่ในโลกเสมือน เป็นโรงอาหาร ห้องเรียน หรือแม้กระทั่งอัฒจันทร์ริมสนามฟุตบอล ให้เหล่ามิตรสหายได้มานั่งพูดคุยเรื่องราว เล่นมุกฮา หรือแม้กระทั่งตะโกนด่ากันแบบเพื่อนฝูง ได้แบบทุกสถานที่ทุกเวลา ถ้าต่างคนต่างไม่ติดภารกิจประจำวัน

สุดท้ายผมมีข้อแนะนำสักสองอย่าง เวลาถูกดึงไปเข้าแชทในกลุ่มไลน์สายมัธยม

ก.พยามยามอัพรูปตัวเองแบบหน้าตรงถอดแว่น เพราะเพื่อนจะไม่รู้ว่าคุณเป็นใครถ้าคุณใช้รูปลูกเป็นหน้าโปรไฟล์ หรือใส่แว่นดำจนคนจำไม่ได้ ถ้าจะให้ดี ควรใช้ชื่อที่แสดง เป็นชื่อที่เพื่อนๆใช้เรียกขานกันตอนเรียน

ข.กลุ่มไลน์สายมัธยม โดยเฉพาะโรงเรียนชายล้วน เรื่องราวที่คุยและภาษาที่ใช้ ควรถูกกำหนดเรทไว้ที่ “น”  หากลูกชอบเอามือถือไปเล่นเกม ควรหาวิธีป้องกันลูกเข้าไปอ่านไว้ด้วยก็ดี

No.118 ฉบับแอนิมอลฟาร์ม

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งอ่านหนังสือ Animal Farm หรือ ชื่อฉบับแปลไทย แอนิมอลฟาร์ม สงครามกบฏของสรรพสัตว์ แปลโดย บัญชา สุวรรณานนท์ จากต้นฉบับที่เขียนโดย George Orwell (ผู้แต่ง 1984 หนังสือแนวการเมืองที่มีชื่อเสียงอีกเล่ม)

เท่าที่หาข้อมูลเพิ่มเติม เข้าใจว่า George Orwell แต่ง Animal Farm (1945) เพื่อเสียดสีการเมืองเผด็จการแบบสหภาพรัสเซีย ที่กดขี่ชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งผมบังเอิญไปเจอคลิปบน youtube ที่เปรียบเทียบตัวละครในนิยายกับบุคคลในแวดวงการเมืองของรัสเซียไว้ด้วย

Animal Farm Visual Representation of Characters

เป็นเรื่องน่าแปลกที่เรื่อง Animal Farm นั้นแต่งขึ้นมานานมากแล้ว และอิงกับเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อเกินครึ่งศตวรรษมาแล้ว แต่กลับพบว่า เรื่องราวใน Animal Farm นั้นไม่ได้แตกต่างจากโลกการเมืองในปัจจุบันไปสักเท่าไหร่ โดยแกนกลางของเรื่อง ก็ยังเป็นเรื่องของการต่อต้านโค่นล้มเผด็จการเก่า และการขึ้นมาแทนที่ด้วยเผด็จการใหม่เป็นวัฏจักร ซึ่งการเมืองไทยดูยังไงก็เข้าข่ายวัฏจักรที่ว่านี่ด้วยเหมือนกัน

เนื้อหาในนิยายนั้น เต็มไปเรื่องราวที่สามารถเทียบเคียงกับการเมืองในโลกปัจจุบันได้อย่างไม่ตกยุค ไม่ว่าจะเป็นการก่อการประท้วง  การคอร์รัปชั่น การสมคบคิดแบ่งปันผลประโยชน์ของชนชั้นนำ การโจมตีฝ่ายตรงข้าม การสร้างภาพเพื่อหาความชอบธรรมให้กับพวกตัวเอง ฯลฯ

บทสรุปสั้นๆที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ อำนาจมักจะกัดกินผู้ที่ถือมันอยู่(อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด)เสมอ