No.137 ฉบับจดหมายเหตุหุ้น – กรณี MERS และ ICAO

ช่วงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 มีข่าวเกี่ยวกับการพบผู้ป่วย MERS ในไทยแรก และ ข่าวเกี่ยวกับ ICAO หรือ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ได้ประกาศปักธงแดงประเทศไทย

ซึ่งทั้งสองข่าวปรากฏในช่วงเย็นๆของวันที่ 18 มิถุนายน ต่อเนื่องมาถึงวันที่ 19 มิถุนายน
ตัวอย่าง จากไทยรัฐออนไลน์
สธ.แถลง พบชาวตะวันออกกลาง ติด ‘เมอร์ส’ รายแรกในไทย
‘บิ๊กจิน’ งง! ICAO ปักธงแดง หวั่นแอร์ไลน์ไทยเสี่ยงถูกแบนเพิ่ม

รูปไทยติดประเทศที่ขึั้นธงแดงในเวปของ ICAO
ICAOredflag

ในวันถัดมา SET ตอบสนองต่อทั้งสองข่าวดังกล่าวในเชิงลบทันที โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว การบิน และ โรงพยาบาล
MERS_ICAO

แต่ทั้งนี้ ในวันต่อๆมา เมื่อรายงานเรื่องการแพร่ระบาดของ MERS ในไทย ยังไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้นลท.คลี่คลายความกังวลทำให้เกิดการเข้าซื้อหุ้น ในกลุ่มท่องเที่ยวกลับมาบ้าง

No.135 ฉบับจดหมายเหตุหุ้น-OFM

ปกติแล้วจะไม่ค่อยได้เขียนบันทึกอะไรเกี่ยวกับราคาหุ้นเท่าไหร่ มักจะบันทึกในเรื่องของปัจจัยพื้นฐานสำคัญๆ แต่คิดว่า บางทีเวลาที่มีเหตุการณ์อะไรบางอย่างในวันนั้นๆ แล้วดูเหมือนว่า(หรือบังเอิญว่า) ราคาหุ้นจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งทางบวกและลบ ก็น่าจะรวบรวมเก็บบันทึกเอาไว้มาดูย้อนหลังเล่นๆเหมือนบันทึกจดหมายเหตุ แต่คงรวบรวมไม่ได้หมดทุกกรณี คงดูๆ แล้วบันทึกเฉพาะกิจการที่ตัวเองสนใจเท่านั้น

ซึ่งช่วงที่ผ่านมาก็มีบันทึกไว้ตัวหนึ่ง(เหตุการณ์หนึ่ง) ก็เลยถือเป็นปฐมฤกษ์ในการนำมารวบรวมไว้ในบล็อกนี้เป็นตัวแรกนั้นคือ OfficeMate ($OFM)

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 ทาง $OFM นั้นมีการเปิดตัว (Grand Opening) เว็บไซด์ central.co.th อย่างเป็นทางการ  ในวันนั้นเองราคาหุ้นของ $OFM ได้มีการปรับตัวขึ้นตั้งแต่ในช่วงเช้าถึง 6% ไปอยู่ที่ระดับราคาสูงสุดของวันนั้นที่ 61.50 บาท (จากราคาวันก่อนหน้าที่ 57.50) ก่อนที่จะปิดที่ราคา 60 บาทในวันนั้น
central ofm

ปล. ปัจจุบัน $OFM ทำเรื่องเปลี่่ยนชื่อบริษัทเป็น ซีโอแอล จำกัด มหาชน (COL ย่อมาจาก Central Online) และเปลี่ยนตัวย่อเป็น $COL เพื่อให้สอดคล้องกับภาพธุรกิจที่กำลังดำเนินไปในอนาคตคือเน้นเกี่ยวกับ Online Commerce  แล้ว

No.127 ฉบับทบทวนวิชาลงทุน

Back to school again .Thanks @1001ii

A post shared by Tee+ (@tetex) on

พอดีเพิ่งได้หนังสือโรงเรียนนักลุงทุนในตลาดหุ้นไทยของพี่ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ มา พอโพสต์ไปในเฟสบุ๊ค ก็มีเพื่อนอยากให้แนะนำแหล่งความรู้เรื่องการลงทุนอื่นๆ เลยถือโอกาสทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมา อ่านและดูอะไรมาบ้าง

หมวดหนังสือ
งานเขียนและแปลของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตีแตก
เหนือกว่าวอลสตรีท : One Up on Wall Street

งานแปลของ พรชัย รัตนนนทชัยสุข เกือบทุกเล่ม
ลงทุนอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ : The new buffetology
กลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า : Value Investing Made Easy
กุญแจ 5 ดอกของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า : The 5 Keys to Value Investing
บทเรียนจากนักลงทุนชั้นนำของโลก : Lessons from the legends of Wall Street
คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า : The Intelligent Investor
การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหลักสูตรมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
ลงทุนอย่างปีเตอร์ลินซ์ : Beating the Street
นักลงทุนดันโด : The Dhandho Investor

หนังสือของดร.ภาพร เอกอรรภพร
รู้บัญชี มีประโยชน์
อ่านงบการเงินให้เป็น

ของท่านอื่นๆ
วัดมูลค่าหุ้นด้วยคุณเอง – นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ – เทพ รุ่งธนาภิรมย์
คัมภรี์ VI – มนตรี นิพิฐวิทยา,วิบูลย์ พึงประเสริฐ
เพราะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน – กวี ชูกิจเกษม

อาจมีตกหลุ่น เล่ม สอง เล่ม  บางเล่มด้านบนเลิกพิมพ์ไปแล้ว (ของตัวเองบางเล่มก็หายไปแล้ว) ส่วนใหญ่อ่านเอาหลักการใหญ่ แล้วก็อ่านเอาสนุก เพราะหลายเล่มเป็นพวก case study ไม่ได้อ่านเพื่อท่องเป็นตำรา นานๆ นึกอยากจะทบทวนประเด็นใหญ่ๆ ก็ไปหยิบมาพลิกๆดูเอ

หมวดเวปไซด์
เวปทางการ
www.settrade.com – อ่านบทวิเคราะห์ บทความดร.นิเวศน์ และสมาชิก thaivi คนอื่นๆ
www.set.or.th – อ่านข่าวทางการจากตลาดหลักทรัพย์ download งบการเงินมาอ่าน
www.tsi-thailand.org – ทบทวนพื้นฐานความรู้ทฤษฏีต่างๆ ด้านการลงทุนและบัญชี

แบบสมัครสมาชิก
www.thaivi.org – อ่านข่าวหุ้นรายตัว กระทู้ทรงคุณค่า แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกคนอื่นๆ
www.dekisugi.net – อ่านบทความ

ข่าวเศรษฐกิจ (หลังๆตามเอาจาก facebook twitter ของสำนักข่าว)
ข่าวในประเทศ
www.bangkokbiznews.com
www.prachachat.net

ข่าวต่างประเทศ
www.bloomberg.com
ฯลฯ

ช่องรายการทีวี
NOW26
Money Channel

หนังสืออื่นๆที่แนะนำ เพื่่่อช่วย balance ชีวิต ไม่ให้ติดกับดักเรื่องการลงทุนมากไปนัก
1.หนังสือธรรมะของท่านพุทธทาส
2.หนังสือ เงินไม่ใช่พระเจ้า : What Money Can’t Buy ของไมเคิล แซนเดล แปลโดย สฤนี อาชวานันทกุล

No.126 ฉบับเก็บตก Did you know ผลประกอบการQ2

ปี 2014 ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งไตรมาส บางคนบอกว่าดูท่าใกล้ฟื้น บางคนก็บอกว่าเป็นจุดต่ำสุดของปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามผลประกอบการและ Opp Day ของหลายๆบริษัท (ซึ่งก็ไม่มากนัก เพราะงานประจำยุ่งเหลือเกิน) มีจุดสังเกต พอให้หยิบมาเล่าเป็นเกร็ดเล็กๆ ประเภท คุณรู้หรือไม่ (Did you know?) ได้ประมาณนี้

1.ในขณะที่ GDP ของไทยใน Q2 เติบโตแค่ +0.4% และธุรกิจขายอุปกรณ์เจ้าใหญ่อย่าง $JMART มีรายได้จากการขายเติบโตติดลบ -13% YoY ธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำอางค์ อย่าง $BEAUTY และ ธุรกิจค้าปลีกเครื่องประดับเพชรอย่าง $JUBILE กลับทำรายได้เติบโตได้ถึง  27.42% YoY และ 32.98% YoY ตามลำดับ

2.Facebook Page “BEAUTY PLAZA” เป็นช่องทางทดลองทำตลาด E-Commerce ของ $BEAUTY ก่อนที่จะมีการทำ web site ของตัวเอง โดยหากจัดลำดับตาม user  engagement เมืองที่มี engagement สูงสุดคือ ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมากกว่า กรุงเทพฯ ถึง 4 เท่าตัว
beauty
3.$OFM เริ่มมีการทำตลาด E-Commerce  ให้กับ BU ภายใต้เครือ Central ผ่าน web site www.central.co.th  โดยมีการทดลองนำสินค้ารองเท้า FitFlop ขึ้นขายใน web site ผลคือ ขายหมด 40 คู่ภายใน 15 นาที

4.ข้อมูลการจดทะเบียนรถใหม่ ที่นำเสนอโดย $PTG พบว่า เป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล 24% อีก 76% เป็นต่างจังหวัด โดยเป็นจังหวัดทางภาคอีสานมากที่สุด 22%
ptg

5.$SYMC มีแผนการลงทุน เคเบิลใต้น้ำ ไปทางภาคใต้ เนื่องจากเห็นโอกาส และเพื่อความมั่นคงด้านการติดต่อสื่อสารของประเทศเนื่องจาก ปัจจุบันในเมืองไทยมี CAT เพียงเจ้าเดียวที่มีเคเบิลใต้น้ำในเส้นทางนี้
symc

ขอแปะไว้แค่นี้ก่อน ถ้ามีเวลาจะหามาใส่เพิ่มเติม…ช่วงนี้ชีวิตยุ่งและยากจริงๆ 😦

ที่มา SET , OppDay

No.111 ฉบับOpportunity (Day) to Regional Hub

ประกาศผลประกอบการ ไตรมาส 2 กันไปหมดแล้วสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ( ยกเว้นบางบริษัทที่มีรอบบัญชีไม่ตรงกับชาวบ้าน) หลายๆ บริษัทก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับทราบข้อมูลและซักถามข้อสงสัย ผ่านกิจกรรม ” บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน” ( Opportunity Day ) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดขึ้น โดยหลายๆคนมักเรียกสั้นๆ ว่า OppDay

นอกจากการตรวจสอบเหตุและผลของผลประกอบการที่ผ่านมาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับกิจกรรม OppDay ก็คือ การตรวจสอบแผนการลงทุนหรือขยายกิจการว่าเป็นไปตามแผนงานที่ผู้บริหารได้วางแผนไว้หรือไม่ และมีแผนในอนาคตไว้อย่างไร

ในส่วนของแผนงานในปัจจุบันกินไปถึงอนาคตนั้น เท่าที่ดูหลายๆ บริษัท มีการวางยุทธศาสตร์โดยอิงกับความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ผนวกกับการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ( กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ) หรือบางคนเรียกอาเซียนบก  ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ว่าก็คือ การพยายามจัดวางตำแหน่งของธุรกิจตัวเอง ให้เป็น Regional Hub หรือศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านนั้นๆ

โดยอยากจะยกตัวอย่างแผนภาพการขยายงานหรือกิจการของ 3 บริษัทใน 3 อุตสาหกรรมดังนี้

$CPN (Retail Tourism Hub?)
CPN

บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ $BGH (Medical Hub?)

BGH

บมจ.ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น $SYMC (Communication Hub?)
symc

นอกจากตัวอย่างที่ยกมาแล้ว คิดว่ายังมีอีกหลายๆ อุตสาหกรรมที่ต่างเดินหน้าวางโครงข่ายการการให้บริการหรือกิจการของตัวเอง กระจายตัวออกจากศูนย์กลางให้ครอบคลุมไปจนถึงตัวจังหวัดชายแดนกันมากขึ้น (หรือบางกิจการก็เข้าไปตั้งในประเทศเพื่อนบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว) เพื่อเชื่อมโยงการค้าขาย การให้บริการ หรือ การติดต่อสื่อสาร กับหรือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน (คือเป็นทั้ง Hub และ Gateway ) ซึ่งยิ่งนับวันก็จะยิ่งมีปริมาณที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆตามกระแสการเปิดเสรีการค้าและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (หรือ AEC) ซึ่งขยายตัวออกไปอีกหนึ่งขั้นต่อจากการขยายตัวของสังคมเมือง(urbanization)ไปสู่หัวเมืองต่างจังหวัดภายในประเทศเอง

ในทรรศนะส่วนตัว คิดว่า ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์นั้น จะว่าไป ก็ดูเป็นความได้เปรียบที่ค่อนข้างยั่งยืน (Durable) หากแต่ว่า ในโลกของทุนนิยมสมัยใหม่ คนที่เป็นเจ้าของความได้เปรียบนั้น อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของภูมิประเทศนั้นก็ได้ ;p

ที่มา
CPN Opportunity Day 2Q13
SYMC Opportunity Day 2Q13
BGH Analyst Presentation 2Q13&6M13 Results ( $BGH ยังไม่ได้มา OppDay และดูเหมือนปกติจะไม่มา)

No.108 ฉบับวัคซีนต้มยำกุ้ง

บรรยากาศเศรษฐกิจโลกช่วงนี้ ดูเหมือนหลายๆคนมองว่า อาจจะเกิดวิกฤติแรงๆ รอบใหม่อีกแล้ว เหตุเพราะเงินกระดาษเริ่มล้นโลก สร้างฟองสบู่ในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นๆ จนดูเหมือนฟองสบู่เล็กๆ จะแตกไปบ้างแล้ว ( ตัวอย่างตลาดหุ้นบ้านเราช่วงที่ผ่านมา )

พอพูดถึงวิกฤกติเศรษฐกิจ เหตุการณ์สำคัญๆ ที่คนไทย มักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ก็น่าจะเป็นวิกฤติปี 2540 หรือที่เรียกันจนคุ้นหูว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง

ปีนี้เวียนมาบรรจบ ครบ 16 ปี จนมีสื่อหลายสำนักและผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ พยายามเล่าสู่กันฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อถอดบทเรียนให้คนรุ่นปัจจุบันได้ระลึกถึง ไม่หลงระเริงไปกับตัวเลขการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน(อันเกิดจากการอัดฉีดเงินกระดาษอย่าง QE) ระมัดระวัง และหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

หนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์วิกฤติปี 2540 และเล่าผ่านตัวหนังสือในเฟสบุ๊ค ได้อย่างสนุกและน่าติดตาม ก็คือ คุณบรรยง พงษ์พานิช (facebook.com/banyong.pongpanich) ซึ่งได้เล่าเป็นซีรีส์เอาไว้ค่อนข้างยาว ผมได้รวบรวมลิงค์มาไว้ที่นี่ให้ได้ลองอ่านกัน

ส่วนถ้าใครไม่ชอบอ่านเป็นตัวหนังสือ ถนัดนั่งดูนั่งฟังเป็นวีดีโอคลิปบน youtube ก็ลองไปดูซีรี่ส์ “15 ปี วิกฤติ 2540” ซึ่งทาง ThaiPublica ได้จัดทำไว้ เมื่อปีที่แล้ว ก็ได้ครับ ( ดู Teaser ด้านล่าง )

ย้อนกลับมาที่ตัวผมเอง ความทรงจำเกี่ยวกับวิฤกติปี 2540 นั้นค่อนข้างจะเลือนราง เหตุก็น่าจะเพราะตัวผมเองไม่ได้รับผลกระทบอะไรโดยตรง หรือได้รับไม่มากนัก จำได้แค่ว่า ตอนนั้นเพิ่งทำงานปีแรกๆ บรรยากาศในบริษัทส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะที่มีนโยบายรัดเข็มขัดต่างๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รุ่นพี่ในแผนกบางคนที่เรียนไปทำงานไป ก็ตัดสินใจหยุดเรียนไปก่อน เพื่อต้องการทุ่มเทกับการทำงานมากกว่า เพราะช่วงนั้น ความมั่นคงในงานเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะคนตกงานและหางานยากมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจุบันก็คงจะตรงกันข้าม เพราะเหมือนในหลายๆอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่ขาดแคลนแรงงาน และเด็กไทย Gen Y ยุคนี้ก็เป็นฝ่ายเลือกงานมากกว่าที่บริษัทจะเป็นฝ่ายเลือกซะอีก

หลายคนชอบพูดว่า คนที่ผ่านวิกฤติมา จะมีภูมิต้านทานพิเศษบางอย่างเสมือนได้วัคซีนป้องกันโรคชั้นดี ดังนั้นถ้าจะมองวิกฤติปี 2540 ในแง่ดี ผมว่าคนรุ่นนั้นคงได้รับวัคซีนต้มยำกุ้งกันมาแล้วทุกคน 🙂

No.107 ฉบับหมดลม QE

เหมือนว่า #SETIndex  จะหมดลม QE (Quantitative Easing)  กันไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ #SETIndex ลอยตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสิบกว่าปีที่ เกือบๆ 1650 จุด ณ ช่วงประมาณปลายๆ เดือนพฤษภาคม ซึงคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่ #SETIndex พุ่งขึ้นไปได้ขนาดนั้นเป็นเพราะเม็ดเงินจากมาตรการ QE ของต่างประเทศที่ไหลเข้ามา ซึ่งเมื่อมีข่าวว่าภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มทรงตัวได้ พร้อมทั้งมีการเปรยๆ ว่า จะเริ่มมีการค่อยๆ หยุดการใช้มาตรการ QE หรือ ด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม เงินลงทุนของต่างประเทศที่ไม่ใช่เงินลงทุนระยะยาว หรือ เงินลงทุนในเศรษฐกิจหลักที่แท้จริงของประเทศเรา ก็ไหลออกไปพร้อมๆ กับการหดตัวลงของ #SETIndex นั่นเอง

SET Chart - Stock Exchange of Thailand SET Index - Bloomberg
กราฟ SET Index ตั้งแต่ 20/05/2013 – 20/06/2013

มาถึงจุดนี้หลายๆ คน จึงมักจะแนะนำให้หันกลับมามองภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจของประเทศ ( คือ คล้ายๆจะบอกว่า ไอ้ที่โตจาก QE หน่ะภาพลวงตา ) ซึ่งว่ากันว่า เครื่องยนต์กลไกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ(ในระบบทุนนิยม) ซึ่งมีดัชนี้ชี้วัดกันที่ GDP(Gross Domestic Product)  นั้น สามารถเขียนเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ดังนี้คือ

GDP = C + I + G + (X – M)

สรุปโดยย่อก็คือ GDP หรือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ(ที่แท้จริง) นั้นมาจาก การบริโภคภายในประเทศ(C) การลงทุนของภาคเอกชน(I) การใช้จ่ายของภาครัฐ (G) และ การส่งออกสุทธิ (X-M)

ที่ผ่านมาอาจจะมีหลายคนไปหลงเข้าใจว่า เงินต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์บ้านเราในช่วงที่ผ่านมา มันคือ ตัว I ในสูตรนี้ ซึ่ง ณ เวลานี้ ก็คงพิสูจน์แล้วว่า ไม่น่าจะใช่

เมื่อภาพมายาหรือภาพลวงตาของ QE เริ่มจางหายไป นับจากนี้ คงต้องคอยเฝ้าดูว่า เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ยังทำงานได้มีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ ธุรกิจใดได้ เมื่อเครื่องยนต์บางเครื่องทำงานได้มีประสิทธิภาพ ธุรกิจใดเสีย เมื่อเครื่องยนต์บางเครื่องไม่ทำงานตามปกติ และการเป็นนักลงทุนที่ดีนั้น บางครั้งการนั่งอยู่แต่ที่บ้าน หรือ ที่ทำงาน และเฝ้าคอยอ่านแต่ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์หรืออินเทอร์เน็ต คงไม่เพียงพอ เราควรหาโอกาสออกไปเยี่ยมชมกิจการที่เราได้ลงทุน ได้ไปสังเกตพฤติกรรมของผู้คน เพื่อให้ได้เห็นภาพที่แท้จริงมากขึ้น เพราะข่าวสารที่ได้รับอาจไม่เหมือนกับภาพชีวิตจริงก็เป็นได้

หรือ อย่างน้อยๆ การได้ออกเดินทางไปเปิดหู เปิดตา ห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้าง ก็ทำให้เราไม่ต้องไปจิตตกกับราคาหุ้นที่ตกลงๆทุกวันไปในตัว ฮา