No.121 ฉบับบุรุษผู้บ้าพลัง(ไฟฟ้า)ที่สุดในปฐพี

ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าว/บทความเกี่ยวกับ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก ผ่านๆตาผมอยู่ 2-3 ชิ้น เท่าที่อ่านแบบผ่านๆ ก็พบเรื่องน่าทึ่งเกี่ยวกับบริษัทนี้ในหลายๆประเด็น โดยเฉพาะเรื่องของความกล้าและบ้าบิ่นของ CEO บริษัทที่ชื่อ Elon Musk (อีลอน มัคส์)  ซึ่งถ้าลองอ่านข้อมูลชีวประวัติผ่านวิกิพีเดียคร่าวๆ (ตามลิงค์) คุณจะรู้สึกได้เลยว่า ชายวัยสี่สิบต้นๆ คนนี้ ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

บทความ Car Dealers Are Terrified of Tesla’s Plan to Eliminate Oil Changes ในเว็บไซด์ wired.com พูดถึงความวิตกกังวลของดีลเลอร์รถยนต์ในหลายๆรัฐของสหรัฐอเมริกา ต่อการทำการตลาดแบบขายตรงของ Tesla Model S ซึ่งไม่เพียงแต่จะตัดช่องทางทำมาหากินในเรื่องการขายแล้ว Tesla ยังออกแบบรถ Model S ของตัวเองให้มีการบำรุงรักษาที่ต่ำ(หรือแทบไม่มีเลย) โดยวางโครงสร้างรถให้เปรียบเสมือนแอพพลิเคชั่นที่ทำงานอยู่บนล้อทั้งสี่ (ในบทความใช้คำว่า “an app on four wheels” ) ซึ่งเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ตัวรถสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ด้วยตัวเอง แล้วดาว์โหลดซอฟแวร์เพื่อแก้ปัญหาหรือปรับปรุงระบบได้ทันที รวมถึงสามารถให้บริษัททำการเข้าไปตรวจสอบด้วยระบบตรวจสอบระยะทางไกล (remote monitoring)ได้

ด้วยความสามารถขั้นเทพขนาดนี้ ทำให้ดีลเลอร์รถยนต์ในหลายรัฐพยายามช่วยกัน ล็อบบี้เพื่อกีดกัน Tesla ไม่ให้เข้าไปทำตลาด เพราะคิดว่าจะเข้าไปตัดช่องทางทำมาหากินของตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้เอง อีลอน มัคส์ก็กล่าวย้ำในการตอบคำถามผู้ถือหุ้นใน การประชุมผู้ถือหุ้นไว้ด้วยประโยคที่ว่า “Our philosophy with respect to service is not to make a profit on service, I think it’s terrible to make a profit on service.

ถัดจากเรื่องการออกแบบตัวรถซึ่งปฏิวัติและสั่นสะเทือนวงการ(โดยเฉพาะวงการดีลเลอร์รถยนต์) ก็เป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตรถ
ยนต์ของ Tesla โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของรถ นั่นก็คือ แบตเตอรี่ นั่นเอง

อีลอน มัคส์คงคิดว่า ถ้าคิดจะปฏิวัติวงการและอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมถึงการใช้พลังงานทางเลือกโดยเฉพาะไฟฟ้านั้น เขาจำเป็นจะต้องผลิตสินค้าออกมาขายให้กับประชากรส่วนใหญ่ในโลกนี้ในปริมาณที่มากพอ ซึ่งการที่จะผลิตสินค้าปริมาณมหาศาลได้อย่างต่อเนื่อง ห่วงโซ่การผลิตก็ต้องมีความมั่นคง เขาจึงคิดลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ lithium-ion ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาภายใต้โครงการที่ชื่อ “gigafactory” ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 5 พันล้านเหรียญ ตามข้อมูลในบทความ Musk’s $5 Billion Tesla Gigafactory May Start Bidding War บนเว็บไซด์สำนักข่าว Bloomberg ซึ่งโครงการนี้มีลักษณะตรงกันข้ามกับเรื่องของดีลเลอร์รถยนต์ เพราะแต่ละรัฐต่างหวังที่จะได้โครงการนี้ไปลงทุนในรัฐของตัวเอง เพื่อเพิ่มการจ้างงานภายในรัฐ

ด้วยโครงการระดับโลกอย่าง gigafactory  (ซึ่งว่ากันตามแผน ในปี 2020 gigafactory จะผลิต lithium-ion cell ได้มากกว่าปริมาณที่ผู้ผลิตรายอื่นทั้งหมดในปัจจุบันผลิตรวมกันได้ในปี 2013) นี่เอง ทำให้ชื่อของ Tesla ก็ไปปรากฏในบทความ The future of Silicon Valley may lie in the mountains of Afghanistan บนเว็บไซด์ venturebeat.com ในฐานะผู้บริโภคแร่ธาตุลิเธียม (lithium) รายใหญ่อันดับต้นๆของโลก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการที่นักลงทุนรวมถึงนักสำรวจแร่ธาตุของประเทศมหาอำนาจต่างๆ จะพยายามเข้าไปสำรวจและหาแหล่งแร่ธาตุลิเธียมแหล่งใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกที่เพิ่งถูกสำรวจพบในประเทศอัฟกานิสถาน

ปิดท้ายกันด้วยแนวคิดแหวกแนวและน่าทึ่งในเรื่องของการให้บริการเติมพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ Tesla Model S ที่เรียกว่า SuperCharger ซึ่งเป็นสถานีบริการชาร์ตไฟให้กับ Tesla Model S ด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคที่สามารถชาร์ตไฟได้เร็วกว่าระบชาร์ตทั่วไปและให้บริการกับผู้ใช้รถ Tesla Model S แบบฟรีๆ โดยปัจจุบันมีการวางตำแหน่งสถานีบริการบนเส้นทางครอบคลุมจากตะวันออกไปยังตะวันตกของสหรัฐอเมริกาแล้ว ซึ่งล่าสุดก็เลยมีการทดสอบการขับรถ Tesla Model S ข้ามประเทศจากลอสแอนเจลิสไปยังนิวยอร์ค โดยแวะชาร์ตไฟตามสถานีเครือข่ายที่มี SuperCharger ติดตั้งอยู่ตามเส้นทาง

Tesla Model S Cross Country Rally — Los Angeles to New York

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s