No.118 ฉบับแอนิมอลฟาร์ม

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งอ่านหนังสือ Animal Farm หรือ ชื่อฉบับแปลไทย แอนิมอลฟาร์ม สงครามกบฏของสรรพสัตว์ แปลโดย บัญชา สุวรรณานนท์ จากต้นฉบับที่เขียนโดย George Orwell (ผู้แต่ง 1984 หนังสือแนวการเมืองที่มีชื่อเสียงอีกเล่ม)

เท่าที่หาข้อมูลเพิ่มเติม เข้าใจว่า George Orwell แต่ง Animal Farm (1945) เพื่อเสียดสีการเมืองเผด็จการแบบสหภาพรัสเซีย ที่กดขี่ชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งผมบังเอิญไปเจอคลิปบน youtube ที่เปรียบเทียบตัวละครในนิยายกับบุคคลในแวดวงการเมืองของรัสเซียไว้ด้วย

Animal Farm Visual Representation of Characters

เป็นเรื่องน่าแปลกที่เรื่อง Animal Farm นั้นแต่งขึ้นมานานมากแล้ว และอิงกับเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อเกินครึ่งศตวรรษมาแล้ว แต่กลับพบว่า เรื่องราวใน Animal Farm นั้นไม่ได้แตกต่างจากโลกการเมืองในปัจจุบันไปสักเท่าไหร่ โดยแกนกลางของเรื่อง ก็ยังเป็นเรื่องของการต่อต้านโค่นล้มเผด็จการเก่า และการขึ้นมาแทนที่ด้วยเผด็จการใหม่เป็นวัฏจักร ซึ่งการเมืองไทยดูยังไงก็เข้าข่ายวัฏจักรที่ว่านี่ด้วยเหมือนกัน

เนื้อหาในนิยายนั้น เต็มไปเรื่องราวที่สามารถเทียบเคียงกับการเมืองในโลกปัจจุบันได้อย่างไม่ตกยุค ไม่ว่าจะเป็นการก่อการประท้วง  การคอร์รัปชั่น การสมคบคิดแบ่งปันผลประโยชน์ของชนชั้นนำ การโจมตีฝ่ายตรงข้าม การสร้างภาพเพื่อหาความชอบธรรมให้กับพวกตัวเอง ฯลฯ

บทสรุปสั้นๆที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ อำนาจมักจะกัดกินผู้ที่ถือมันอยู่(อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด)เสมอ

No.117 ฉบับหนานบัวผัน

ปลายเดือนก่อน ไปออกทริป บิ๊กแฟมิลี่ จุดหมายปลายทางหลัก คือ จังหวัดน่าน โดยพักในตัวเมืองน่านอยู่ 1 คืน และ อำเภอบ่อเกลืออีก 2 คืน โดยช่วงที่พักอยู่ในตัวเมือง ก็ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวตามวัดสำคัญๆต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้น วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์ ในตัวเมืองน่าน
IMG_2561_1

วัดภูมินทร์เองนั้นมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แปลกตาไปกว่าวัดอื่นๆ หลายอย่าง  แต่ที่เด่นชัดมากๆ คือ เป็นวัดที่สร้างทรงจัตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย (อ้างอิง) นอกจากเรื่องของสถาปัตยกรรมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมวัดนี้ก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถนั่นเอง

หนึ่งในภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็คือ ภาพ ปู่ม่าน ย่าม่าน หรือ “กระซิบ บรรลือโลก” นั่นเอง

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ปู่ม่านย่าม่าน ภายในอุโบสถวัดภูมินทร์

ด้วยความที่คนส่วนใหญ่นั้น อาจจะให้ความสนใจไปกับตัวภาพวาด และนึกสงสัยไปแค่ว่า ชาย หญิง คู่นี้ เขากระซิบอะไรกัน ทำให้ลืมให้ความสำคัญและค้นหาข้อมูลต่อว่า ใครกันที่เป็นผู้วาดภาพนี้  แต่ยังโชคดีที่ อาจารย์  วินัย ปราบริปู ศิลปินคนน่าน ผู้ก่อตั้ง หอศิลป์ริมน่าน ไม่ลืมความสำคัญข้อนี้ จึงได้ค้นคว้าข้อมูลจนทราบว่า ใคร คือ ผู้ที่น่าจะเป็น ผู้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้

จากบทสัมภาษณ์และข้อมูลที่พอจะหาได้จากอินเตอร์เน็ตนั้น อาจารย์ วินัย ปราบริปู ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ประมาณว่า

“ศิลปินผู้เขียนภาพที่วัดภูมินทร์เป็นศิลปินคนเดียวกับผู้เขียนภาพที่วัดหนองบัว วัดสำคัญของชาวไทลื้อที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน บุคคลท่านนั้นคือ “หนานบัวผัน” หรือ ทิดบัวผัน ช่างวาด หรือ”สล่า” ชาวไทลื้อ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์กับวัดหนองบัวมีโครงสร้างสีเดียวกัน คือ แม่สีแดง น้ำเงิน เหลืองเป็นหลัก

ที่สำคัญคือ มีภาพที่คล้ายคลึงกันถึงกว่า 40 จุด เช่น ใบหน้าคน การแต่งกาย สรรพสัตว์ ทั้งไก่แจ้ นก ลิง กวาง แม้กระทั่งแนวการลากเส้นสายพุ่มไม้และกอสับปะรด ก็ยังเป็นแบบเดียวกัน คือเป็นแนว “คตินิยม” หรือเขียนตามจินตนาการมากกว่าจะเขียนเป็นภาพเหมือนจริง(Realistic) ที่เด่นชัดคือการเขียนคิ้วบนใบหน้าชายและหญิงให้โค้งเป็นวงพระจันทร์ แล้วลากหัวคิ้วข้างหนึ่งลงมาเป็นสันจมูก เหมือนกันทั้งที่วัดหนองบัวและวัดภูมินทร์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการค้นพบภาพร่างด้วยหมึกบนกระดาษสาพับ (ชาวล้านนาเรียก ปั๊บสา) ระบุว่าเป็นของ “หนานบัวผัน” ใช้ร่างก่อนภาพจริงลงบนฝาผนัง ซึ่งมีหลายภาพ อาทิ ภาพอีโรติกของลิงหนุ่มสาว เป็นภาพร่างใน “ปั๊บสา” พบที่วัดหนองบัว แล้วมีภาพนี้ไปปรากฎที่ฝาผนังวัดภูมินทร์ด้วย

จึงมีความเป็นไปได้ว่า “หนานบัวผัน” สล่าชาวไทลื้อ ซึ่งมีหลักฐานว่าเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ในช่วง พ.ศ. 2410-2431 จะเป็นผู้รังสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ระหว่าง พ.ศ. 2410-2418 หรืออาจเขียนที่วัดหนองบัวก่อน แล้วมาเขียนที่วัดภูมินทร์ ในสมัย พระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ ซึ่งปกครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. 2446-2461 ก็เป็นได้”   (อ้างอิง)

ผมเองก็ได้มีโอกาสตามรอยข้อมูลนี้ โดยได้ไปแวะเที่ยวชม หอศิลป์ริมน่าน ซึ่งมีห้องจัดแสดงผลงาน ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังสำคัญๆของจังหวัดน่าน โดยตั้งชื่อว่า “เฮือนหนานบัวผัน” และได้มีโอกาสไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัวต่อจากนั้นด้วย

เฮือนหนานบัวผันภายในบริเวณหอศิลป์ริมน่าน

อุโบสถวัดหนองบัว อ.ท่าวังผา

#nantrip

A post shared by Tee+ (@tetex) on

เรื่องราวเกี่ยวกับหนานบัวผันนั้น มีความน่าสนใจในหลายๆมิติ มีองค์ประกอบทั้งเรื่องของ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ในช่วงรัชกาลที่ 4 ต่อ รัชกาลที่ 5 ( ซึ่งช่วง 2 รัชกาลนี้มีเรื่องราว เหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ของชาติตะวันตก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม วัฒนธรรม การเมือง ไปสู่คำว่า “สมัยใหม่” ในหลายๆเรื่อง) จึงทำให้ผมแอบคิดในใจไม่ได้ว่า หากเรื่องราวของหนานบัวผันนี้เป็นเรื่องราวของคนเกาหลี ป่านนี้คงถูกเอามาดัดแปลงทำเป็นซี่รี่ส์ย้อนยุค ให้คนได้ดูกันอย่างสนุกสนานพร้อมความเกร็ดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ไปแล้ว