No.116 ฉบับคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร 2556

วันที่ 11 พฤศจิกายน พศ.2556 ( หรือ คศ.2013) ก็คงเป็นอีกวันที่หนังสือประวัติศาสตร์หรือแบบเรียนไทย ต้องบันทึกวันที่นี้เอาไว้ให้เด็กไทยท่องจำอีกหนึ่งวัน ว่าเป็นวันที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (INTERNALTIONAL COURT OF JUSTICE) หรือ ICJ  หรือที่เรามักจะเรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า ศาลโลก (ซึ่งจริงๆ องค์กรศาลที่ตัดสินคดีความระหว่างประเทศมีอีกหลายองค์กร ICJ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ องค์กรที่่ว่า)  ได้ทำการตัดสินคดีความขัดแย้งเรื่องดินแดนบริเวณโดยรอบตัวปราสาทพระวิหาร ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ Peace Palace กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

รูป Peace Palace จาก wikimedia

ด้วยโลกดิจิตอลสมัยปัจจุบัน เราจึงสามารถอ่านเอกสารคำพิพากษาของศาลฉบับเต็มได้อย่างรวดเร็ว  โดยสาระใจความสำคัญของคำตัดสินมีทั้งหมด 108 ย่อหน้า (paragraphs) ตามเลขที่ในเอกสาร ( ดูรายละเอียดเอกสาร) หรือถ้าใครมีความชำนาญในภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ ก็สามารถเปิดดูคลิปการอ่านคำพิพากษาได้เลย ที่นี่

โดยถ้าจะสรุปใจความสำคัญของคำพิพากษาแบบสั้นสุดๆ ผมก็เห็นว่า ก็ดูที่ ย่อหน้า (paragraph) ที่ 108 ได้เลย ตามสเตตัสในเฟสบุ๊ค ของ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดังนี้

ซึ่งจะเห็นว่า ในการสรุปประเด็นสำคัญของคำพิพากษาในย่อหน้า 108 ข้อ 2 มีการอ้างอิงไปถึง ย่อหน้าที่ 98 ซึ่งเป็นย่อหน้าสำคัญ ที่ถูกนำมากล่าวถึง และ ถกเถียงกันต่อมาในวงกว้าง เพราะเป็นย่อหน้าที่พูดถึง ขอบเขตของพื้นที่ปราสาทพระวิหาร นั่นเอง ซึ่งนักวิชาการที่นำรายละเอียดคำพิพากษาในย่อหน้านี้มาอธิบาย และ แสดงความความเห็นเพิ่มเติม ได้ค่อนข้างละเอียด ก็น่าจะเป็นอาจารย์ อัครพงษ์ ค่ำคูณ (Akkharaphong Khamkhun)  คือละเอียดจนสส.ศิริโชค โสภา นำข้อมูลส่วนหนึ่งไปใช้อ้างอิงในการอภิปรายในสภาจนเกิดการโต้แย้งอย่างมีอารมณ์จาก ท่านทูต วีรชัย พลาศรัย (ดูคลิปการอภิปราย)  โดยสเตตัสในเฟสบุ๊คของอาจารย์ อัครพงษ์ ที่พูดถึง ประเด็นในย่อหน้า 98 มีตัวอย่างดังนี้

ซึ่งอาจารย์ อัครพงษ์ ได้พยายามอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า คำว่า Vicinity และ Promontory ไว้ดังนี้

https://www.facebook.com/akkharaphong/posts/10201203225942908

โดยส่วนตัวแล้ว เท่าที่สังเกตดูปฏิกิริยา ของหลายๆ ฝั่ง หลายๆ วงการ ก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไป เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลในครั้งนี้ บ้างก็คิดว่ามันน่าจะจบ บ้างก็คิดว่าไม่น่าจะจบ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันไปอีกนาน ทั้งในไทยและกัมพูชา เพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีเหตุผล เพียงแต่เป็นเหตุผลบนพื้นฐานความเชื่อ ทัีศนคติ และเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ก็เลยคงเถียงกันไม่จบ

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ประเด็นข้อขัดแย้งในเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนี้ ก็ได้มีคุณูปการ ในการที่เป็นประเด็นสาธารณะ  ซึ่งดึงความสนใจของประชาชนคนทั่วไป ให้มาสนใจเรื่องของประวัติศาสตร์ กฏหมายระหว่างประเทศ หรือ แม้แต่ภาษาอังกฤษ กันมากขึ้น ด้วยวิธีการตั้งข้อสงสัยและถกเถียงกันด้วยเหตุผล แทนที่จะเป็นการท่องจำเหมือนในอดีตที่ผ่านๆมา