No.115 ฉบับไมเคิลดีเบต

เมื่อเช้านึกครึ้มๆ (ตามสภาพอากาศวันนี้เลย) เลยเข้าเวป TED เพื่อหา Talks ดีๆฟัง ไปเจอ Talks ของศาสตราจารย์ไมเคิล พอร์เตอร์ เลยนั่งดูจนจบ เสร็จแล้วก็ไปเจอ บล็อกนี้  ต้องถึงกับโอ้โฮ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่สองศาสตราจารย์ชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่มีชื่อเหมือนกันคือ ไมเคิล จะขึ้นมาดีเบตกันบนเวทีของ TED Talks เลยอดไม่ได้ที่จะเอามาเล่าซ้ำในบล็อกตัวเอง แหะๆ

ที่มาที่ไปของดีเบตสั้นๆ นี้ เกิดจากทั้งสองไมเคิล คือ ไมเคิล พอร์เตอร์ ( Michael Porter )  กับ ไมเคิล แซนเดล ( Michael Sandel ) (คนหลังเพิ่งมาพูดที่เมืองไทย) ได้มีโอกาสขึ้นพูดในงานเดียวกันคือ TEDGlobal 2013 ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วทางฝั่ง ไมเคิล พอร์เตอร์ พยายามนำเสนอ หลักการที่ให้องค์กรธุรกิจเข้ามามีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาสังคม คือเอาโมเดลการดำเนินงานทางธุรกิจมาแก้ไขปัญหาสังคมไปพร้อมๆกับยังสามารถทำกำไรได้ ( จริงๆมันก็คือหลักการของ Social Enterprise อ่ะนะ) ในขณะที่ฝั่ง ไมเคิล แซนเดล กลับนำเสนอความน่ากังวลเกี่ยวกับการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ของวัฒนธรรมการตีราคาให้กับทุกสิ่งอย่าง โดยนำเสนอผ่านสิ่งที่เรียกว่า market-ization ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เราไม่ควรจะใช้สิ่งนี้กับทุกๆเรื่องในสังคมหรือเปล่า ซึ่งเหมือนเป็นการโต้แย้งแนวคิดของ พอร์เตอร์กลายๆ ทำนองว่า ปัญหาหรือนโยบายทางสังคมบางอย่าง ก็ไม่ควรจะใช้วิธีการดำเนินการเหมือนทำธุรกิจหรือ market-ization ในนิยามของแซนเดล เพราะจะทำให้เจตจำนงทางสังคมเปลี่ยนไป

เมื่อจบการพูดบนเวทีของทั้งคู่ ผู้ร่วมงานที่เป็น คนดู คนฟัง ก็คงรู้สึกคล้ายๆกันคือ ดูเหมือนสองแนวคิดของสองศาตราจารย์มันช่างแตกต่างกันเหมือนอยู่กันคนละขั้ว จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ผู้ร่วมงาน สุดท้ายเจ้าภาพผู้จัดงานก็คงรู้สึกเหมือนกัน ก็เลยเชิญศาตราจารย์ ทั้งสองขึ้นเวทีอีกครั้ง พร้อมกัน แล้วให้ดีเบตกันในเรื่องที่มีความเห็นต่างกันนี้ซะเลย ;p

ลองฟังกัน Talks ของทั้งคู่ และ ดีเบตที่เกิดขึ้นกันได้เลย

Michael Porter: Why business can be good at solving social problems

Michael Sandel: Why we shouldn’t trust markets with our civic life

Debate: The Michael (Porter) v. Michael (Sandel) 

ที่มา TED Blog

Advertisements

No.114 ฉบับฟังมันๆ

อ่าน a day 157 ฉบับ 60 ปี Cannes Lions ไปเจอ แคมเปญโฆษณาหนึ่งของ Ogilvy & Mather Group Hong Kong ซึ่งทำให้กับลูกค้าคือ Beijing Sports Radio เป็นงานวีชวลที่แสดงภาพของคนดูทั้งสนามกีฬากำลังหลัึบตาลุ้นผลการแข่งขัน เพื่อต้องการสื่อว่า รายการทางวิทยุนั้น ไม่สามารถให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ แต่ก็สามารถทำให้รู้สึกเหมือนได้ลุ้นอยู่ในสนามได้


ภาพจาก adsoftheworld.com

เห็นแคมเปญนี้แล้ว ก็นึกถึงสถานีวิทยุกีฬาบ้านเราอยู่เหมือนกัน เพราะสมัยที่ติดตามฟุตบอลโดยเฉพาะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในขณะที่ไม่ได้ัติดเคเบิลทีวีที่บ้านนั้น นอกจากการหาดูภาพการถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ตแล้วก็ใช้วิธีการฟังรายงานสดจากสถานีวิทยุ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการติดตามด้วย

ผมเคยวิเคราะห์เองว่า เหตุที่การฟังเสียงบรรยายจากผู้บรรยายทางวิทยุนั้น ได้อารมณ์และความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ในสนามมากกว่าฟังจากผู้บรรยายที่บรรยายทางโทรทัศน์ ก็น่าจะเพราะว่า ผู้บรรยายทางวิทยุนั้นรู้ดีว่า ผู้ฟังทางวิทยุไม่สามารถติดตามเหตุการณ์ทางสายตาได้ จึงจำเป็นต้องบรรยายให้ละเอียดในเกือบทุกๆสถานการณ์ และต้องเพิ่มอารมณ์ในการถ่ายทอดทางเสียงให้มากกว่าปกติ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถสัมผัสบรรยากาศในสนามตามไปได้โดยง่าย ซึ่งทำให้บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคนแซวๆกันว่า ถ้าอยากได้อรรถรสขั้นสุดยอด ให้เปิดโทรทัศน์ดูแต่ภาพแต่ปิดเสียง แล้วเปิดวิทยุเพื่อฟังเสียงบรรยายตามแทน (ฮา)

พอจะเขียนบล็อกเรื่องเสียงบรรยาย ผมก็เลยลองไปหาๆ คลิปเสียงบรรยายกีฬาบน SoundCloud ซึ่งน่าจะเป็นชุมชนออนไลน์ที่รวบรวมคลิปเสียงต่างๆ ไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็บังเอิญไปเจอ official account ของทีมอาร์เซนอล เข้า ก็เลยเข้าไปดูๆ พบว่า มีการรวบรวมคลิปเสียงไว้ค่อนข้างเยอะ ทั้งสัมภาษณ์ และ เสียงบรรยายการทำประตู

ตัวอย่างนี้เป็นคลิปเสียงบรรยายการทำประตูของแจ็ควิลเชียร์ ในนัดล่าสุดที่ เสมอกับ เวสต์บรอมวิช ไป 1-1
http://api.soundcloud.com/tracks/114106389

ใครที่ไม่เคยลองฟังการบรรยายกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล ทางวิทยุ อยากให้ลองฟังดูสักครั้งแล้วอาจจะติดใจ ( สถานีวิทยุกีฬารายใหญ่ของไทยน่าจะเป็น FM96 สปอร์ตเรดิโอ )