No.107 ฉบับหมดลม QE

เหมือนว่า #SETIndex  จะหมดลม QE (Quantitative Easing)  กันไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ #SETIndex ลอยตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสิบกว่าปีที่ เกือบๆ 1650 จุด ณ ช่วงประมาณปลายๆ เดือนพฤษภาคม ซึงคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่ #SETIndex พุ่งขึ้นไปได้ขนาดนั้นเป็นเพราะเม็ดเงินจากมาตรการ QE ของต่างประเทศที่ไหลเข้ามา ซึ่งเมื่อมีข่าวว่าภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเริ่มทรงตัวได้ พร้อมทั้งมีการเปรยๆ ว่า จะเริ่มมีการค่อยๆ หยุดการใช้มาตรการ QE หรือ ด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม เงินลงทุนของต่างประเทศที่ไม่ใช่เงินลงทุนระยะยาว หรือ เงินลงทุนในเศรษฐกิจหลักที่แท้จริงของประเทศเรา ก็ไหลออกไปพร้อมๆ กับการหดตัวลงของ #SETIndex นั่นเอง

SET Chart - Stock Exchange of Thailand SET Index - Bloomberg
กราฟ SET Index ตั้งแต่ 20/05/2013 – 20/06/2013

มาถึงจุดนี้หลายๆ คน จึงมักจะแนะนำให้หันกลับมามองภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจของประเทศ ( คือ คล้ายๆจะบอกว่า ไอ้ที่โตจาก QE หน่ะภาพลวงตา ) ซึ่งว่ากันว่า เครื่องยนต์กลไกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ(ในระบบทุนนิยม) ซึ่งมีดัชนี้ชี้วัดกันที่ GDP(Gross Domestic Product)  นั้น สามารถเขียนเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ดังนี้คือ

GDP = C + I + G + (X – M)

สรุปโดยย่อก็คือ GDP หรือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ(ที่แท้จริง) นั้นมาจาก การบริโภคภายในประเทศ(C) การลงทุนของภาคเอกชน(I) การใช้จ่ายของภาครัฐ (G) และ การส่งออกสุทธิ (X-M)

ที่ผ่านมาอาจจะมีหลายคนไปหลงเข้าใจว่า เงินต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์บ้านเราในช่วงที่ผ่านมา มันคือ ตัว I ในสูตรนี้ ซึ่ง ณ เวลานี้ ก็คงพิสูจน์แล้วว่า ไม่น่าจะใช่

เมื่อภาพมายาหรือภาพลวงตาของ QE เริ่มจางหายไป นับจากนี้ คงต้องคอยเฝ้าดูว่า เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ยังทำงานได้มีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่ ธุรกิจใดได้ เมื่อเครื่องยนต์บางเครื่องทำงานได้มีประสิทธิภาพ ธุรกิจใดเสีย เมื่อเครื่องยนต์บางเครื่องไม่ทำงานตามปกติ และการเป็นนักลงทุนที่ดีนั้น บางครั้งการนั่งอยู่แต่ที่บ้าน หรือ ที่ทำงาน และเฝ้าคอยอ่านแต่ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์หรืออินเทอร์เน็ต คงไม่เพียงพอ เราควรหาโอกาสออกไปเยี่ยมชมกิจการที่เราได้ลงทุน ได้ไปสังเกตพฤติกรรมของผู้คน เพื่อให้ได้เห็นภาพที่แท้จริงมากขึ้น เพราะข่าวสารที่ได้รับอาจไม่เหมือนกับภาพชีวิตจริงก็เป็นได้

หรือ อย่างน้อยๆ การได้ออกเดินทางไปเปิดหู เปิดตา ห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้าง ก็ทำให้เราไม่ต้องไปจิตตกกับราคาหุ้นที่ตกลงๆทุกวันไปในตัว ฮา

No.106 ฉบับที่คลินิก(…)ใกล้บ้านคุณ

หลายวันก่อนเห็น ทวีตของ @ipats

เป็นคำถามที่ชวนสงสัย และ ชวนน่าหาคำตอบอยู่เหมือนกัน

นึกย้อนไปสมัยเด็กๆ จำได้ว่า เวลาไม่สบาย ปวดหัว ตัวร้อน หรือแม้กระทั่ง หัวแตก มือโดนกระจกบาดเลือดอาบ แม่ผมจะอุ้มไปหาหมอที่คลินิกแถวบ้าน ไม่เคยได้ถึงมือหมอที่โรงพยาบาลเลยสักครั้ง

เท่าที่จำความได้ ผมมาเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล (ส่วนตัวเคยแต่ OPD หรือผู้ป่วยนอก และไม่เคยปรารถนาจะใช้บริการ IPD หรือผู้ป่วยในนะ ) ก็ตอนเป็นลูกจ้าง กินเงินเดือนแล้ว

ด้วยระบบลูกจ้างในปัจจุบัน ลูกจ้างจะได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือจากระบบสวัสดิการทั้งของภาครัฐ ผ่านกองทุนประกันสังคม หรือ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของบริษัทเอกชนต่างๆ ทำให้เมื่อลูกจ้างเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา จึงน่าจะเลือกใช้บริการสถานพยาบาลที่รองรับการใช้สิทธิดังกล่าว

ถ้ามองถึงสิทธิที่สามารถใช้ได้ ผมว่า ถ้าไม่เร่งด่วนจริงๆ หลายๆคนคงเลือกไปหาหมอที่โรงพยาบาลเลยมากกว่าที่จะไปหาคลินิกหน้าปากซอยบ้าน อาจด้วยเพราะความน่าเชื่อถือ รวมถึงระบบในการเบิกจ่ายที่ทำได้ง่ายกว่า

มองในแง่ อุปสงค์(demand) ของคนไข้แล้ว การเกิดขึ้นของระบบสวัสดิการรัฐ และ รูปแบบการประกันสุขภาพสมัยใหม่ของเอกชนทำให้โรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ ดูดซับอุปสงค์คนไข้จากคลินิกขนาดเล็กไปเป็นจำนวนมาก และในทางกลับกัน ในส่วนของอุปทาน(supply) ของแพทย์ผู้รักษาเองก็โดนโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ ดึงตัวไปเยอะมาก เพราะปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนมีการขยายงานเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

จึงพอสรุปด้วยข้อสันนิษฐาน(ส่วนตัวของผมเอง) ได้ว่า สาเหตุของการค่อยๆ หายไปของคลินิก(เอกชน)รักษาโรคทั่วไป น่าจะมาจาก
1.สังคมไทยเป็นสังคมลูกจ้างแรงงานในระบบมากขึ้น
2.ระบบประกันสุขภาพต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน มีการคุ้มครองกลุ่มลูกจ้างมากขึ้น
3.มีการขยายตัวของโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น ทั้งควบรวม และแตกขยายเพื่อเน้นกลุ่มโรคเฉพาะทาง
4.ตัวแพทย์เอง ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อ 1 คือเป็นลูกจ้าง มากกว่าที่จะออกมาเปิดคลินิกเอง

ซึ่งจะผิด ถูก จากความเป็นจริงอย่างไร คงต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ;p แต่ถึงกระนั้น ในอนาคต เราอาจจะเริ่มเห็นคลินิกเอกชนขนาดเล็กมากขึ้นก็ได้ แต่เป็นรูปแบบของคลินิกเอกชนที่เป็นเครือข่ายของโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีกที ( อ่านเพิ่มเติมข่าว โตสไตล์ “หมอเสริฐ” ลงทุนทุกรูปแบบ-บุกทุกตลาด ) หากแนวโน้มรูปแบบคลินิกที่ว่านี้ เติบโตไปด้วยดี เราอาจได้เห็นโฆษณาประเภท “พบกับบริการเหล่านี้ได้แล้ว ที่คลินิก(…)ใกล้บ้านคุณ