No.95 ฉบับคิดอะไรไม่ออก บอกรถคันแรก

กระแสของนโยบายรถคันแรกนั้นแรงมาทั้งปี นโยบายนี้เป็นที่ที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ในมุมบวก ก็มองว่าเป็นการกระตุ้นตลาดรถยนต์(และสินเชื่อรถยนต์) มอบโอกาสให้คนมีรถใช้ เพิ่มการหมุนเวียนเงินในระบบการบริโภคในประเทศ ส่วนมุมลบก็มีมากมายทั้งเรื่องภาษีที่สูญเสียไปกับการใช้นโยบายนี้ (ซึ่งมุมนี้ต้องพิสูจน์กันยาวๆ เพราะถ้าเงินคืนภาษีถูกนำไปหมุนในระบบได้หลายรอบ อาจเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าที่เสียไป) และประเด็นสำคัญคือ ปัญหาจราจร อันเกิดจากปริมาณรถป้ายแดงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยความที่นโยบายนี้กระทบกับระบบเศรษฐกิจ (จริงๆมีด้านสังคมด้วย ) ค่อนข้างมาก ทำให้นโยบายนี้มีการอ้างอิงกันมากในบทวิเคราะห์หุ้น

ในช่วงแรกๆ นั้น ธุรกิจธนาคาร โดยเฉพาะ ธนาคารขนาดกลาง ซึ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ต่างได้รับการวิเคราะห์และประเมินว่า จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ค่อนข้างมาก คำว่า “นโยบายรถคันแรก” จึงปรากฏอยู่ในบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ทุกสำนัก

ขณะที่บางธุรกิจเหมือนจะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ แต่ในบางธุรกิจเมื่อผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่คาด กลับกลายเป็นมีการวิเคราะห์ว่า กำลังซื้อของธุรกิจนั้น ถูกดูดไปที่ รถคันแรก ตัวอย่างเช่น สินค้า IT

ซึ่งบทวิเคราะห์ที่ว่านั้น ผมรู้สึกว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นในการที่ นโนบายรถคันแรก จะถูกนำไปใช้อ้างอิงกับผลประกอบการของอีกหลายๆกิจการเป็นแน่แท้ คือ นึกอะไรไม่ออก ก็บอกว่า ถูกดูดกำลังซื้อไปจาก รถคันแรก กันหมด ผมเลยนึกเล่นๆว่า กิจการอย่างรถไฟฟ้าอย่าง $BTS ก็อาจจะโดนกับเขาเหมือนกันตามที่เคยได้ทวิตดักเอาไว้

(ขยายความ-บวกจากปัญหาจราจร)

(ขยายความ-ลบจากคนใช้รถส่วนตัว)

ช่วงที่ผ่านมากระแสเรื่องของการขาดส่งค่างวดรถคันแรกก็ออกมาจากสื่อต่างๆมากมาย ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ในช่วงเริ่มต้นอย่างสินเชื่อ ก็อาจกลับกลายเป็นได้รับผลกระทบลบจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL ของนโยบายรถคันแรกนี้เข้าให้แล้ว ทำให้เป็นอีกปัจจัยที่โบรกหรือแม้แต่ผู้บริหารอาจนำมาเป็นข้ออ้างเวลาอธิบายผลประกอบการในมุมลบได้เช่นกัน

ยิ่งในปีหน้านั้น จะมีการขึ้นค่าแรง 300 บาทพร้อมกันทั่วประเทศด้วย ถ้าบริษัทไหนผลประกอบการออกมาไม่ดี หลับตาเดาได้เลยว่า ต้องมีข้ออ้าง ต้นทุนเพิ่มจากค่าแรง 300 ยอดขายลดจากนโยบายรถคันแรกดูดกำลังซื้อ…แล้วนโยบายลดภาษีนิติบุคคล ก็จะถูกลืมๆกันไปซะอย่างงั้น