No.93 ฉบับปรากฏการณ์ยักษ์

จนถึงวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง “ยักษ์” หรือ ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Giant King เหลือโรงฉายกี่โรง และทำรายได้ในการเข้าฉายในเมืองไทยไปเท่าไหร่แล้ว แต่ต้องบอกว่า ยักษ์ ได้สร้างปรากฏการณ์ ความตื่นตัว ในเรื่องของการทำอนิเมชั่นในเมื่องไทยครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง

Trailer YAK (English Version)

ยักษ์นั้น เท่าที่อ่านจากบทสัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ ที่ได้สัมภาษณ์พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ก็พอรู้ได้ว่า พี่จิกคิดโครงเรื่องมานานมากแล้ว แต่เริ่มที่จะทำจริงๆ จังๆก็เมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า ยักษ์ นั้นเริ่มต้นคิดและสร้างกันมาหลายปีแล้วก็คือข้อมูลข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ในเรื่องของการจัดตั้งกิจการร่วมการค้า ของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ($WORK) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ชื่อกิจการร่วมค้า กิจการร่วมค้าภาพยนตร์ ยักษ์
การแบ่งปันผลกำไรและความรับผิดชอบ
บจก.สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ร้อยละ 50.00
นายประภาส ชลศรานนท์ ร้อยละ 20.00
บจก. บาแรมยู ร้อยละ 20.00
บจก. บ้านอิทธิฤทธิ์ ร้อยละ 10.00
วันที่จัดตั้งกิจการร่วมค้า วันที่ 12 มีนาคม 2551

จะเห็นได้ว่าในช่วงแรกของการสร้าง ยักษ์ พี่จิก ลงทุนด้วยเงินในส่วนของตัวเองไปก่อน และใช้เงินลงทุนจาก เวิร์คพอยท์ (ซึ่งก็คือในส่วนของ บจก.บ้านอิทธิฤทธิ์ บริษัทย่อยของเวิร์คพอยท์) จำนวนไม่มากนัก จนกระทั้ง ยักษ์ ถูกสร้างจนเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าฉาย รวมถึงกระแสการตอบรับก็ดูค่อนข้างที่จะดี จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้บอร์ดบริหารของเวิร์คพอยท์ ทำการซื้อหุ้นเพิ่มจากส่วนของพี่จิก คืนมา ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นก่อนเข้าฉายปรากฏดังรายละเอียดด้านล่าง

บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 55%
บริษัท เวิร์คพอยท์ พิคเจอร์ จำกัด 25%
บริษัท บ้านอิทธิฤทธิ์ จำกัด 10%
บริษํท ซูเปอร์จิ๋ว จำกัด 10%

(ณ วันที่เขียน พี่จิกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองใน บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) รองจากเสี่ยตา ปัญญา นิรันดร์กุล )

ที่มา set.or.th

ผมเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับ ยักษ์ อยู่ประมาณนึง จึงพอจะสังเกตได้ว่า ช่วงเวลาก่อนที่ยักษ์จะเข้าฉาย รวมถึงระหว่างที่เข้าฉาย นิตยสารหลายๆฉบับ พากันพร้อมใจขึ้นปก ยักษ์  รวมถึงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ต่างๆก็พากันพร้อมใจกันเขียนถึงเรื่อง ยักษ์ ซึ่งอาจเพราะความที่ พี่จิก เป็นคนเพื่อนเยอะ รวมถึง เวิร์คพอยท์ เองก็มีพันธมิตรด้านธุรกิจมากมาย และ ตัวภาพยนตร์เองก็มีกระแสที่ค่อนข้างดีด้วย ทำให้ ยักษ์ ปรากฏ อยู่บนสื่อต่างๆ ในเวลาพร้อมๆ กัน จนเรียกได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ อย่างหนึ่ง

ในรายละเอียดของตัวหนัง ผมคงไม่กล่าวถึงมากนัก เพราะหนังทุกเรื่องก็คงมีจุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกันไป และอยากให้ลองชมเพื่อวิพากษ์ วิจารณ์ กันเอง ส่วนข้อมูลรายละเอียดของการสร้าง เกร็ดข้อมูลต่างๆของยักษ์ ผมก็อยากแนะนำให้อ่านเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร a day ฉบับ 145 ซึ่งรวบรวมไว้ได้อย่างครบถ้วนและน่าอ่านมากๆอยู่แล้ว

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หากถามว่า ยักษ์ จะสร้างรายได้ชนิดถล่มทลายให้กับ เสี่ยเจียงและเวิร์คพอยท์ หรือไม่ ผมก็คิดว่า คงไม่ขนาดนั้น แต่หากวัดกันด้วยคุณค่าทางด้านการสร้างกระแสความตื่นตัว ความสนใจในการสร้างอนิเมชั่นในเมืองไทย หรือการสร้างสรรค์ประยุกต์วัฒนธรรมแบบไทยๆให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมออกไปสู่สายตาชาวโลก ผมว่า ยักษ์ ได้ทำหน้าที่ตัวแทนทีมชาติไทยไปเรียบร้อยแล้ว ( โดยไม่ต้องอาศัย tagline กำกับหนังว่าเป็น ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ แต่อย่างใด ;p )

Teaser YAK ก่อนที่จะเข้าฉายในมาเลเซีย

Advertisements