No.88 ฉบับสวนลุมไนท์บาซ่าภาคเจริญกรุง

เดิมทีเดือนนี้จะเขียนเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา(และช่วงนี้ เพราะยังไม่หายดี) แต่พอดีมีโอกาสได้ไปเดิน เอเชียทีค (ASIATIQUE)   แล้วรู้สึกว่า ได้อะไรกลับมาพอสมควร (ซึ่งอะไรที่ว่า ไม่ใช่สิ่งของที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นรูปถ่ายที่ได้ติดกล้องมือถือแอนดรอยด์รุ่นโบราณ กับ เรื่องราวบางอย่างติดหัวมา) เลยอยากเอามาลงๆ รวมๆ ไว้ในบล็อกของเดือนนี้ไว้ก่อน

เอเชียทีคในความรู้สึกแรกของผม ตอนที่ยังไม่ได้ไป และยังไม่ทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับที่นี่มากนักนั้น ผมคิดไปเองว่า น่าจะเป็นสไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ แบบที่ฮิตๆ กันอยู่ แต่พอได้ไปเดินดูเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่า มันเป็นบรรยากาศแนว บาซ่า มากกว่า คอมมูนิตี้มอลล์

ถ้ากล่าวโดยรวมแบบย่อๆ นั้น ด้วยรูปแบบของร้านค้า ร้านอาหาร (รวมถึงโรงละครโจหลุยส์ และ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์) เวลาเปิดปิด(16.00-24.00) ลักษณะการออกแบบสาธารณูปโภคไว้รองรับนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ สรุปได้ว่า เอเชียทีคนั้นก็คือ สวนลุมไนท์บาซ่าภาคเจริญกรุงนั้นเอง  ซึ่งผมยังเปรยๆ กับคนที่ไปด้วยตลอดว่า สงสัยร้านค้าที่ขายของในเอชียทีคนี้ น่าจะยกมาจาก สวนลุมไนท์บาซ่าเกือบหมด หลังจากที่สวนลุมไนท์บาซ่าปิดตัวไปหลายปีก่อน   ซึ่งผมบังเอิญไปเจอบทสัมภาษณ์ ทายาทเจ้าสัวเบียร์ช้าง เจ้าของโปรเจคเอชียทีค ในประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เข้า ปรากฏว่า สิ่งที่ผมรู้สึก คือความตั้งใจจริงๆ ของทายาทเจ้าสัว (อ่าน ทายาทเจ้าสัวเบียร์ช้าง “ปณต สิริวัฒนภักดี” ปั้นโปรเจ็กต์รีเทลริมน้ำย่านเจริญกรุง)

สถานที่ตั้งของเอเชียทีคนั้น มีเสน่ห์ด้วยทำเลที่ติดริมเม่น้ำเ้จ้าพระยา บวกเข้ากับประวัติศาสตร์เดิมของสถานที่ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ  บริษัท อีสท์ เอเชียติก ซึ่งมีนายฮันส์ นิลล์ แอนเดอร์เซน ชาวเดนมาร์ก เป็นเจ้าของ ซึ่งใช้เป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าจุดสำคัญสมัยรัชกาลที่ 5 รวมถึงเป็นที่ตั้งของ โรงงาน โรงสี คลังสินค้า โกดัง ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของย่านเจริญกรุงในสมัยนั้นเป็นอันมาก มาวันนี้ คงพูดได้ว่า เอเชียทีค ได้เข้ามาฟื้นคืนชีพ บริษัท อีสท์ เอเชียติก พร้อมกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ (และทราฟฟิกจราจร -_-‘) ของย่านเจริญกรุงขึ้นอีกครั้ง