No.83 ฉบับเลียบเคียงเชียงคาน

ช่วงก่อนปีใหม่ 2555 ผมได้มีโอกาสขับรถเดินทางไปเพชรบูรณ์ แวะพักผ่อนเขาค้อ แล้วก็เลยต่อไปนอนอีกคืนทีเ่ชียงคาน นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีที่ผมได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังจากครั้งแรกเมื่อ 3-4 เดือนก่อน แต่เป็นคนละฝั่งประเทศ (อ่านเพิ่มเติมที่ No.78 ฉบับเดินทาง…ชั่วข้ามโขง )

บรรยากาศของเชียงคานในช่วงเวลาที่ผมไป คึกคักอยู่พอประมาณ ไม่มากไม่น้อย อาจเป็นเพราะยังเป็นวันธรรมดาก่อนปีใหม่ (ผมไปวันที่ 28 ธันวาคม 2554) ซึ่งคิดว่าถ้าเป็นช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ผู้คนคงมากมายขึ้นกว่าที่เห็นอยู่

ผมมีเวลาเดินสำรวจบ้านเรือนริมฝั่งโขง และ บริเวณใกล้เคียง (ระแวกถนนรอบนอกเส้นศรีเชียงคาน) ไม่มากนัก เพราะพักที่เชียงคานแค่คืนเดียว แต่ถ้าวัดจากผู้คนที่ผมได้พูดคุยด้วยเล็กน้อย ประกอบกับการสังเกตด้วยสายตา ผมว่าเชียงคานยังรักษาบรรยากาศ วิถีชิวิตดั้งเดิมไว้ได้ประมาณนึง วัดจากลักษณะของห้องพัก ที่ส่วนใหญ่ จะเป็นลักษณะโฮมสเตย์ เจ้าของก็เป็นคนในพื้นที่ ที่ปรับตัวรับกระแสการท่องเที่ยวที่เริ่มบูม ซึ่งผมก็ยังรู้สึกดีกว่า แหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นหลายๆที่  ที่เมื่อบูมแล้ว คนท้องถิ่นก็มักจะขายบ้านขายที่ให้นายทุน มาสร้างรีสอร์ต ที่พัก แทน

อย่างบ้านพักที่ผมไปพัก ก็เป็นบ้านของคนที่อยู่เชียงคานมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ก็ปรับบปรุงบ้านตัวเอง มาเป็นบ้านพักเล็กๆ กั้นห้องให้แขกพัก 4-5 ห้อง แล้วก็ยังคงอนุรักษ์โครงสร้างหลักที่เป็นไม้เดิมๆ เอาไว้ ซึ่งเจ้าโครงสร้างบ้านไม้แบบเดิมๆ นี่แหล่ะ ที่เป็นจุดขายและเสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนเมืองหลวง ที่วันๆ เห็นแต่ตึกติดกระจกสูงๆกับบ้านปูนซีเมนต์

นอกจากโครงสร้างบ้านเรือนที่ส่วนใหญ่ชาวบ้านยังคงอนุรักษ์กันไ้ว้แล้ว วิถีชีวิตบางอย่าง เช่น การใส่บาตรข้าวเหนียวตอนเช้า หรือ การใช้รถจักรยาน ก็ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายในดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาที่เชียงคาน ไ่ม่แพ้ของทางหลวงพระบางเขาเหมือนกัน แม้ว่ารูปแบบอาจถูกปรับเป็นเชิงพานิชย์ไปบ้าง (เช่นเจ้าของที่พักจะมี package ใส่บาตรตอนเช้าพ่วงกับค่าที่พัก ) แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้ทำลายวิถีชีวิตเดิมๆ จนเกินไป

แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ เพราะกระแสการท่องเที่ยวเชิงบริโภคนั้น ยังรุนแรงมากพอที่จะพัดเอาวิถีชีวิตเดิมๆของคนเชียงคานออกไปบ้าง  แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ตัวอย่างเล็กๆ อย่างหนึ่ง ที่ผมรู้สึกได้ ก็คือ ร้านขายขนมที่ผมได้มีโอกาสได้ไปนั่งกินตอนค่ำๆ

ร้านที่ว่าหน้าร้านเป็นรถเข็น มีโต๊ะเก้าอี้ ชุดเล็กๆ ตั้งไว้ ภายในร้าน ซึ่งเ่ท่าที่ผมสังเกตดูโครงสร้าง ไม่น่าจะเป็นบ้านแบบเดิมๆ แต่เป็นเพิงที่ต่อเติมจากซอก หรือ ซอย ระหว่างบ้านสองหลังซะมากกว่า จึงได้ถามพี่คนขายถึงที่มาที่ไปของร้าน พี่เขาเล่าว่า พี่เขาเป็นคนเชียงคานที่แหล่ะ แต่ก่อนก็ขายขนม รถเข็นเล็กๆ อยู่อีกแถบหนึ่งของเชียงคาน พอดีเพื่อนเขาได้มาเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนี้ ( ชี้ไปที่บ้านที่อยู่ข้างๆร้าน)  พี่เขาเลยตีท้ายคร้ว ขอเช่าที่ตรงนี้ ซึ่งเดิมเป็นแปลงผัก เอามาต่อเติมเป็นร้านขนมเล็กๆ แทน  พี่เจ้าของร้านเล่าไปหัวเราะไปด้วยอัธยาศรัยที่ค่อนข้างดี  และยังชักชวนให้ลองมาเที่ยวสงกรานต์ เพราะบรรยากาศจะสนุกสนานมาก

จากการพูดคุยทำให้พอเห็นภาพวิถีชีวิตสมัยก่อน ที่แต่ละบ้านน่าจะใช้พื้นที่ว่างข้่างๆบ้าน ปลูกพัก ทำสวน ไว้กินเอง แต่เมื่อกระแสการท่องเที่ยวเชิงบริโภคมาถึง แปลงผักเหล่านั้น ก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟ บรรยากาศชิลๆ บ้าง ร้านขนมเก๋ๆ บ้าง ร้านขายของที่ระลึก ฮิปๆ บ้าง เพื่อเพิ่มมูลค่าของที่ดิน แต่อย่างน้อยๆ ก็ยังดีที่เจ้าของร้านเหล่านั้น ยังคงเป็นคนเชียงคาน ไม่ได้เป็นคนต่างถิ่นที่เข้าทำกินแบบฉาบฉวย ( คล้ายๆ พวกทำไร่เลื่อนลอย ) มากนัก

จากประสบการณ์ที่เชียงคาน ทำให้ผมนึกไปถึงคำนำผู้เขียนของหนังสือ กรีนไกด์บุ๊ค เล่ม 3 Green Life, Green Community (ปฏิบัติการยิ่งใหญ่ในชุมชนเล็กๆ : ชุมชนสีเขียวพึ่งตนเอง) ที่เขียนไว้ว่า “…การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน การท่องเที่ยวทำให้ชุมชนรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ เพราะสามารถกลายเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวได้…การท่องเที่ยวยังทำให้คนหนุ่มสาวไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่มีงานทำในหมู่บ้าน ลูกหลานไม่ต้องออกไปเป็นแรงงานรับจ้างต่างถิ่น…”

การมาเที่ยวเชียงคานครั้งนี้ มีเวลาน้อย จะว่าไปก็เหมือนแค่มาเลียบๆ เคียงๆ ยังไม่ได้เข้าไปทำความรู้จักหรือสัมผัสให้ลึกซึ้งมากกว่านี้ ภาพความเป็นจริงอาจแตกต่างไปจากที่ผมเห็นอยู่ทั้งอาจจะดีกว่า หรือ แย่กว่าก็ได้  ผมเองก็ได้แต่หวังว่า ชุมชนคนเชียงคาน จะรู้ว่าจุดขายทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของตัวเองคืออะไร และไ่ม่ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้กระแสการท่องเที่ยวเชิงบริโภคพัดพาให้มันสูญหายไปเสียก่อน