No.78 ฉบับเดินทาง…ชั่วข้ามโขง

เมื่อช่วงกลางๆเดือน (12 กย.-15 กย.) เจ้านายส่งชื่อให้ไปช่วยดูงานของบริษัทพี่บริษัทน้องในเครือที่อยู่ต่างประเทศ แต่ประเทศที่ว่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ข้า่มฝั่งโขงไปก็ถึงแล้ว บริษัทเขาอยู่เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นี่เอง

ทริปนี้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มาพอสมควรนับตั้งแต่การเดินทาง ซึ่งเดิมทางเจ้าภาพ วางแผนให้นั่งเครื่องบินไปลงสนามบินอุดรฯ แล้วนั่งรถต่อไปเวียงจันทน์ แต่เมื่อตรวจสอบพาสปอร์ตแล้วเห็นว่าัยังเหลืออายุอยู่ค่อนข้างนาน เลยให้นั่งเครื่องไปลงเวียงจันทน์เลยสะดวกกว่า จึงเป็นที่มาของประสบการณ์ที่ได้นั่งเครื่องของสายการบิน ลาวแอร์ไลน์ ซึ่งเครื่องที่ได้นั่ง เป็นเครื่องที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยนั่งเครื่องบินมาเลยทีเดียว

ระหว่างอยู่ที่เวียงจันทน์ ก็ได้พบเจออะไรแปลกตา แปลกหู ไปบ้าง บางอย่างก็อย่างที่คาดคิด บางอย่างก็ไม่เคยคาดคิด ผมขออนุญาตหยิบสเตตัสบนเฟสบุ๊คบางส่วน ที่ผมบันทึกไว้ช่วงที่อยู่เวียงจันทน์มาใส่ที่นี่อีกที (เฉพาะส่วนที่ส่วนตัวคิดว่าแชร์เป็นสาธารณะได้ ;p )

12 กย. 54
ผู้ ญ ลาว 90% นุ่งผ้าิซิ่นไปเรียนและทำงาน
เวลาพิมพ์ google.com จะได้หน้า google.la
รถยนต์ที่นี่ขับขวา ส่วนใหญ่เป็นฮุนได และโตโยต้า (วีโก้)
เย็นวันจันทร์ ณ เวียงจันทน์ ฝนตกและรถติดมากกกกก

14 กย.54
ร้านอาหาร โรงแรม ในเวียงจันทน์ ดูทีวีไทย ฟังเพลงไทย
คนเวียงจันทน์ ร้องคาราโอเกะเพลงไทยที่ีเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยเป็นหลัก
สรุปได้ว่า คนลาวก็เหมือนคนเหนือ ที่อู้กำเมืองและมีภาษาเขียนเป็นของตัวเอง (ซึ่งน่าจะมีรากเดียวกันกับลาว) และ พูดไทย อ่านไทย ได้ดี
แต่พอพูดถึงลาว คนไทยส่วนใหญ่ชอบดูแค่เรื่องภูมิศาสตร์ และใช้ตรรกะ ลาว=อีสาน

“งดเหล้าเข้าพรรษา” คนที่นี่ ที่ปกติกินเหล้าเที่ยวกลางคืน ช่วงเข้าพรรษาเขางดจริงๆนะ เข้าร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ นี่ เบียร์ลาว เบียร์ไทย เบียร์ฝรั่ง หรือเหล้าอะไร เขาไม่ดื่มเลย กินแต่โค้ก เป๊บซี่ น้ำเปล่า…ที่แปลกใจเพราะไม่ค่อยได้เจอคนรอบตัวที่เมืองไทย งด ได้แบบนี้ ;p

เวลาที่เวียงจันทน์ส่วนใหญ่หมดไปกับการประชุมและเดินสายดูงานตามสถานที่ปฏิบัติงานในแผนกต่างๆของบริษัทเจ้าภาพ แต่ก็ยังพอมีเวลาเหลือครึ่งวันสุดท้าย ให้แขกผู้มาเยือนได้ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ของนครเวียงจันทน์พอเป็นพิธี แต่ละที่ที่ไปก็จะมีพนักงานของบริษัทเจ้าภาพ ทำหน้าที่เป็นไกด์จำเป็น ช่วยอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เท่าที่ตัวเขาเองจะรู้ หรือไม่ก็อาจดูจากป้ายมาบอกต่อให้ฟังอีกที

มีอยู่สถานที่หนึ่ง ที่ทำให้ผมรู้สึกดราม่า อยู่ไม่น้อย คือ หอพระแก้ว สถานที่ที่เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ สมัยนั้น ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของสยามประเทศ ประดิษฐาน ณ วัดพระแก้ว กรุงเทพมหานครนี่เอง ระหว่างเดินชม แค่นึกภาพตามก็ดราม่าพอดูแล้ว ตอนก่อนออกจากหอพระแก้ว พี่พนักงานบริษัทเจ้าภาพ ยังตอกย้ำความดราม่า ด้วยสีหน้า แววตา ชวนเศร้า พร้อมคำถามว่า “เคยเห็นพระัแก้วองค์จริงๆ บ้างมั้ย”  ผมตอบไปพอเป็นพิธี แล้วเดินออกมาพร้อมคิดไปเองว่า พี่เขาคงกำลังจะบอกว่า …”ของของใคร ใครเขาก็หวงนะ”

กลับจากเวียงจันทน์คราวนี้ ทำให้ผมสนใจศึกษาเรื่องราว การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ของสปป.ลาว มากขึ้นเป็นกอง และเท่าที่มองโดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่า คนไทยเราสนใจเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในแถบอินโดจีน น้อยเต็มที ในขณะที่เพื่อนบ้านเรา สนใจ และ ศึกษา เราอย่างดี เหมือนเขารู้เรา แต่เราไ่ม่รู้เขา ต้นตออย่างหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเรามักจะมองเขาจากมุมมองของชาติที่(ดูเหมือน) จะเหนือกว่าในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เลยเหมือนการมองจากด้านบนลงล่าง ไม่ได้มองในแนวระนาบข้ามฟากฝั่งโขงตามภูมิศาสตร์จริงๆ

ย้อนนึกไปถึงตอนนั่งเครื่องบินกลับจากเวียงจันทน์ หลังจากเครื่องยกตัวขึ้นสู่อากาศไม่ถึง สิบ นาที พี่ที่ไปด้วยกันก็ชี้ให้ดู ทิวทัศน์ด้านล่าง แล้วบอกว่า “ข้ามแม่น้ำโขงแล้ว ถึงเมืองไทยละ” … ผมคิดในใจ …เป็นการเดินทางระหว่างประเทศแบบชั่วข้ามโขงจริงๆ 🙂

Advertisements