No.73 ฉบับวางแผนการเงินส่วนตัว(จบ)

จากจุดมุ่งหมายเดิมที่อยากเขียนแนวทางการวางแผนการจัดการเงินส่วนตัว เพื่อแชร์ให้น้องๆ ที่เพิ่งได้โบนัสกันมาเป็นแนวทางในวางแผนของตัวเอง ผ่านพ้นมาเดือนกว่าๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่า โบนัสเหล่านั้นถูกจัดสรรไปใ้ช้ในเรื่องอะไรกันบ้า่งแล้ว

โดยส่วนตัวแล้วการเขียน blog ส่วนหนึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมก็อยากให้มีคนมาอ่าน ยิ่งถ้าอ่านแล้วได้้ข้อคิดอะไรดีๆ หรืออย่างน้อยๆ ได้รอยยิ้มเล็กๆ เมื่ออ่านจบ แม้มีคนอ่านเพียงแค่ คน สอง คน ผมก็ดีใจจะแย่แล้ว 🙂  แต่ที่กล่าวมานั้นผมมองว่ามันเป็นผลพลอยได้จากจุดประสงค์หลักอีกข้อมากกว่า ซึ่งจุดประสงค์ที่ว่าก็คือ ผมมักจะเขียน blog เพื่อเก็บบันทึก ความคิด เรื่องราว ทัศนคติ ที่ผมมีอยู่ในช่วงชีวิตนั้นๆ เพื่อเก็บไว้เล่าให้ตัวเองฟัง(อ่าน) เมื่อเวลาผ่านพ้นไปนานๆ เหมือนกับที่ผมมักจะชอบดูภาพถ่ายเก่าๆ ที่ผมได้เคยถ่ายเก็บเอาไว้

การเขียน blog เรื่องการวางแผนการเงินส่วนตัวก็เช่นกัน ทีแรกผมก็ไม่คิดว่าจะเขียนอะไรยืดยาวขนาดนี้ แต่เขียนไปแล้วบางทีมันจบไม่ลง เพราะมันมีประเด็นอื่นๆ ที่อยากจะเขียนเพิ่ม จนเขียนไปสัก 2 ฉบับก็พอจะรู้ิทิศรู้ทางว่า จะจบได้ยังไง …ฮา

อันที่จริงแล้วแนวทางการวางแผนการเงินที่ผมใช้อยู่นั้น ผมพยายามยึดถืออยู่บนหลักการและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข   3 ห่วงคือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน  2 เงื่อนไขคือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม

ผมใช้หลักการดังกล่าวมาเป็นหลักคิดในการจัดสรรเงินส่วนตัวออกเป็นกองทุนต่างๆ แยกแยะตามวัตถุประสงค์ เช่น กองทุนเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน กองทุนประกันความเสี่ยง กองทุนเกี่ยวกับปัจจัยสี่ โดยเน้นเรื่องของที่อยู่อาศัย และ ค่าใช้จ่ายในการกิน ใช้ประจำวัน หรือแม้กระทั่งกองทุนเพื่อการลงทุนให้งอกเงย (ผมเรียกกองทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงิน) ทั้งหมดนั้นก็อยู่บนหลักการของความพอประมาณ มีเหตุผล และ สร้างภูมิคุ้มกัน นั่นเอง โดยมีเงื่อนไขของความรู้ คือ ต้องมีการศึกษาหาความรู้ในเรื่องต่างๆที่เราจะทำ หรือ ตัดสินใจ และ อยู่บนเงื่อนไขสำคัญอีกอย่างคือ เรื่องของคุณธรรม คือ ต้องอยู่ในศีล ในธรรม ไม่ใช่มุ่งหวังแต่เรื่องของกำไรและตัวเงิน

ซึ่งคำว่า คุณธรรม นี้เป็นคำสำคัญ ที่ผมพูดย้ำ เพื่อปูทางไปสู่ กองทุนสุดท้ายที่ผมอยากจะให้ทุกคนมีกัน นั่นก็คือ

7.กองทุนเพื่อการให้(และปล่อยวาง)
คำว่า “ให้” ผมขอนิยามว่า เป็นการให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน หรือเป็นการใช้จ่ายเงินที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ซึ่งบางครั้งบางคราว ผมก็อยากให้คิดรวมไปถึงการให้ โดยที่เราไม่ตั้งใจจะให้ไว้ด้วย (เอ๊ะ ยังไง )  การให้นั้นมีหลายแบบ หลายทาง ผมขอยกตัวอย่าง ตามที่พอจะนึกออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้
-ให้ครอบครัว คือ การจัดสรรเงินบางส่วนเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ในยามแก่ชรา บางครอบครัวพ่อแม่ไ่ม่มีรายได้แล้วและหวังการจุนเจือจากเราเป็นหลัก  หรือ คนที่มีลูก ก็จะมีภาระในการเลี้ยงดูลูก ส่งเสียให้เรียนหนังสือ และอื่นๆอีกมากมาย เงินในส่วนนี้มักจะเป็นส่วนแรกๆทีเ่ราต้องจัดสรรออกมา ก่อนที่จะคิดอ่านจัดสรรเงินไปทำอย่างอื่นเสียอีก
-ให้ผู้ตกทุกข์ได้ยาก คือ การบริจาค ช่วยเหลือ คนที่ลำบาก หรือ ประสบปัญหาต่างๆ เช่น ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
-ให้มันแล้วไป คือ การให้โดยไม่ได้ตั้งใจจะให้ ซึ่งหมายถึง การสูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง ไปกับเหตุการณ์บางอย่าง เช่น โดนลักขโมย หรือ สูญหายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเราควรจะเตรียมใจ และจัดสรรเงินไว้ (ในใจ ) บ้างสำหรับ การให้แบบนี้ 🙂

อาจจะมีการให้อีกมากมายหลายอย่าง บางอย่างก็เป็นเงื่อนไขทางสังคม บางอย่างก็เป็นเรื่องของภาระหน้าที่ แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จุดประสงค์หลักๆ ของการ”ใ้ห้” โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่า มันคือวิธีการที่ทำให้เรารู้จัก สละ และ ปล่อยวาง ความยึดติดส่วนตัว ในสิ่งสมมุิติที่เรียกว่า “เงิน” ลงไปบ้าง ซึ่งการให้ บางครั้งบางที ก็ไม่ได้หมายถึงการให้เงินเป็นหลัก แต่อาจจะเป็นการให้โอกาส  ให้เวลา กับสิ่งต่างๆ รอบตัว ครอบครัว สังคม

ก่อนจะจบ อยากยกประโยคที่บางคนพูดทีเล่นทีจริงว่า เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ยาก ซึ่งผมก็พอจะเห็นด้วยนะ เลยคิดว่าเราควรรู้จักที่จะวางแผนเรื่องเงินๆทองๆไว้บ้าง แต่ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาสถานะให้เงินเป็นเพียงเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่ให้มันเปลี่ยนสถานะเป็นจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตของเราไป ประโยคหนึ่งที่ผมใช้เตือนสติในเรื่องนี้ก็คือ “เราใช้เงินซื้อข้าวกินได้ แต่เรากินเงินแทนข้าวไม่ได้”

ใครตามอ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ อีกครั้ง ไว้มีเรื่องอะไรที่พอจะเก็บไว้เล่าให้(ตัวเอง)ฟังได้อีก ก็จะมาเขียนให้อ่านกันเนาะ  🙂