No.71 ฉบับวางแผนการเงินส่วนตัว#3

จากคราวก่อนที่ผมพูดค้างไว้ในเรื่องของการจัดสรรเงินไว้ใช้จ่ายสำหรับปัจจัยสี่ โดยเหลือตัวสุดท้ายที่ยังไม่ได้พูดถึงนั่นก็คือ ยารักษาโรค ซึ่งถ้าจะพูดในมิติของการวางแผนการเงิน ผมคงมองปัจจัยสี่ตัวนี้ เป็นเรื่องของการวางแผนการเงินสำหรับการรักษาสุขภาพยามเจ็บป่วย นั่นเอง

ในโลกยุคปัจจุบัน มีอาการเจ็บป่วยต่างๆ เิพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และหลาย ต่อ หลาย โรค ก็มีค่าใช้จ่ายในการรักษา ค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จึงเป็นปัจจัยที่บั่นทอน ฐานะทางการเงินของมนุษย์เงินเดือน อย่างเรา มิใช่น้อย  เราจึงควรมีการจัดสรรเงินส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมไว้ในเรื่องนี้ไว้บ้าง

5.กองทุนประกันความเสี่ยง(เพื่อคนที่เรารักและสุขภาพ)
คนเรามีเหตุผลในการรักษาชีวิตและสุขภาพของตัวเอง แตกต่างกันไป สำหรับคนที่ไม่มีภาระอะไร หรือ ไม่มีใครที่จะต้องรับผิดชอบหรือห่วงใย ก็อาจจะรู้สึกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องจัดสรรเงินไว้สำหรับเรื่องของชีวิตและสุขภาพ แต่สำหรับคนที่มีภาระความรับผิดชอบ มีคนที่ต้องดูแล การจัดสรรเงินไว้สำหรับส่วนนี้ มีความสำัคัญมากๆ เพราะหากเราเป็นเสาหลักของบ้านในการหารายได้เข้าครอบครัว หากวันหนึ่งเราล้มป่วยลง ฐานะการเงินของครอบครัวย่อมสั่นคลอนไป อันเนื่องมากจาก ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือ ขั้นเลวร้ายสุดคือ เสียชีวิต  เครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถที่จะบรรเทาปัญหา และ ประกันความเสี่ยงในเรื่องของความไม่มั่นคงที่จะเกิดขึ้นกับฐานะการเงินที่เราสะสมไว้ ก็คือการ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ นั่นเอง

การพิจารณาเลือกทำประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ นั้น โดยส่วนตัวแล้ว ผมคำนึงปัจจัยอยู่ 2 อย่างคือ 1.เราต้องการประกันความเสี่ยงเรื่องอะไร และ 2.เรามีความสามารถที่จะจัดสรรเงินสำหรับเบี้ยประกันได้มากน้อยขนาดไหน

ยกตัวอย่างของการประกันชีวิตก็เช่น ถ้าผมมีภาระหนี้ที่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยมีภาระหนี้สินอยู่ประมาณ 1 ล้านบาท และคิดว่า หากผมเป็นอะไรไป ผมก็ไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องมารับภาระหนี้สินแทนผม เพื่อที่จะรักษาบ้านไว้ ผมอาจจะเลือกทำประกันชีวิต ที่มีทุนประกันประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อประกันความเสี่ยงในเรื่องของที่อยู่อาศัย เป็นต้น  จะเห็นว่า สิ่งที่เราจะพิจารณาก็คือ เราตีค่าความเสี่ยงนั้นออกมาเป็นตัวเงินได้เท่าไหร่ ซึ่งตัวอย่างที่ยกมา ก็ดูไม่ซับซ้อนมาก เพราะเราทราบยอดหนี้ที่มีอยู่แล้ว แต่หากเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น เราต้องการประกันความเสี่ยงในเรื่องของ ค่าเล่าเรียนบุตร เราก็คงต้องคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคต ออกมาเป็นตัวเงินให้ได้ก่อน โดยอาจจะอาศัยแบบจำลองทางการเงิน เป็นตัวช่วยในการคำนวณ ซึ่งผมขอแนะนำ website ของ TSI ไว้ให้เข้าไปลองใช้ดูละกันเนาะ http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=80

ในแง่ของประกันสุขภาพ ก็อยู่ที่ว่า เราจะประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของตัวเองในระดับไหน และ มีกำลังที่จะจัดสรรเงินได้มากน้อยเพียงใดเหมือนกัน และปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงด้วยก็คือ หากเราเจ็บป่วย หรือ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวเราขนาดไหน ทั้งในเรื่องของเวลาในการดูแลรักษา และ ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้  เหมือนที่หลายๆ คนมักจะพูดว่า ป่วยตายไม่กลัว แต่กลัวตอนที่ป่วยแล้วยังไม่ตาย แต่ทำอะไรเองไม่ได้มากกว่า

สำหรับคนที่ทำงานในบริษัทที่มีสวัสดิการด้านสุขภาพ ค่อนข้างดี ก็ขอให้พิจารณา ดูว่า เราต้องการประกันความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสวัสดิการที่มีอยู่ขนาดไหน ทั้งนี้ทั้งนั้น ความพอดี ก็อยู่ที่เราสามารถจ่ายเบี้ยประกัน ได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์นัก เพราะ แทนที่จะเป็นทุกข์เพราะป่วยแล้วไม่มีตังค์ใช้ กลับต้องมาทุกข์เพราะจ่ายเบี้ยประกัน ผมว่า มันก็คงไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการทำประกันแล้วนะครับ 🙂

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s