No.70 ฉบับวางแผนการเงินส่วนตัว#2

ต่อจาก blog ก่อน ที่ผมได้เล่าวิธีการวางแผนการเงินส่วนตัว โดยแบ่งเงินรายได้ออกเป็นกองๆ ตามแต่วัตถุประสงค์ โดย 2 กองแรกได้พูดถึง กองทุนเพื่อใช้ยามฉุกเิฉินไป ซึ่งอย่างที่ผมเล่าไว้ว่า ถ้ามีกองทุน 2 กองแรกนี้ไว้ ก็เหมือนกับเรามีพื้นฐานที่มั่นคงประมาณหนึ่งแล้ว เราก็คงจะมาดูกันต่อว่า เงินส่วนที่เหลือของรายได้เราจะจัดสรรให้กับเรื่องอะไรต่อไปบ้า่ง

โดยพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ (โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน) ทั่้วไป เราย่อมต้องการที่จะขจัดข้อบกพร่องในเรื่องของปัจจัยสี่ ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งมายุคหลังๆ ก็เริ่มมีปัจจัยห้า ปัจจัยหก เพิ่มเติมเข้ามาอีก แต่ผมขอพูดถึงแค่ปัจจัยสี่ เบื้องต้นก่อนละกัน อันได้แก่ ที่อยู่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และ ยารักษาโรค ซึ่ง แต่ละปัจจัยผมขอแบ่งมันออกเป็นกองทุนต่างๆ ต่อไปได้ดังนี้

3.กองทุนเพื่อที่อยู่อาศัย
เมื่อพูดถึงที่อยู่ แน่นอนสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง ก็คงต้องใช้เวลาในการเก็บสตางค์เพื่อมีที่อยู่อาศัยกับเขาสักหลังหนึ่ง ถ้าพอรอได้ ก็คงต้องอาศัยเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเราว่า ทำงานกี่ปีถึงจะมีบ้าน ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่จะช่วยเราได้ก็คงเป็น บัญชีเงินฝากประจำ ที่มีดอกเบี้ยสูงพอประมาณ หรือ หากต้องการผลตอบแทนทบต้นมากกว่านั้นแต่ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ ก็คงต้องไปเลือกลงทุนใน กองทุนตราสารหนี้ ที่ระยะเวลานานๆ แทน

แต่หากเราเป็นคนใจร้อน อยากมีบ้านไวๆ เราก็คงต้องอาศัยเครื่องมือทางการเงิน ที่เรียกว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัย มาใช้เป็นคานงัด เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น ซึ่งเครื่องมือทางการเงินประเภทนี้ หลายๆคนก็คงมองมันในแง่ลบ เพราะภาษาชาวบ้านเราเรียกมันว่า หนี้ นี่เอง 🙂

ไม่ว่าจะใช้วิธีอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หรือ อยู่ก่อนผ่อนตามมา เราเองก็ล้วนแต่ต้องมีระเบียบวินัยในการจัดสรรเงินรายได้ของเรา เข้าสู่กองทุนนี้ ในอัตราที่ไม่ต่างกันนัก ที่บอกว่าไม่ต่าง เพราะ ถ้าเราใช้วิธีเก็บเงินไปเรื่อยๆ โดยยังไม่ซื้อ ราคาที่อยู่อาศัยมันก็ราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆตามอัตราเงินเฟ้อเหมือนกัน เมื่อคิดคำนวณกับการที่เราผ่อนธนาคารเสียดอกเบี้ยแล้ว ผลลัพธ์อาจไม่ต่างกันเท่าไหร่ ซึ่งสัดส่วนของเงินที่เราควรจัดสรรเข้ากองทุนนี้ ในความเห็นผม อัตราที่เหมาะสม ก็น่าจะอยู่ราวๆ 20-30% ของรายได้  แต่ถ้าใครใช้จ่ายเรื่องอื่นน้อย ก็อาจมาเพิ่มสัดส่วนในกองทุนนี้ได้มากขึ้น

4.กองทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค
ในส่วนของอาหารกับเครื่องนุ่งห่มนั้น ผมขอเรียกรวมๆ เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค บริโภค  ซึ่งผมขอรวมเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าของกิน ของใช้ภายในบ้าน เข้าไปด้วย โดยเราควรจะทำประมาณการ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเอาไว้ก่อน เพื่อดูว่า เราควรจะกันเงินรายได้ของเรา ให้เหลืออยู่ในบัญชีสักเท่าไหร่ ที่ใช้คำว่า เหลืออยู่ในบัญชี เพราะ เราควรจะจัดสรรเงินให้กับกองทุนอื่นๆ ไปก่อนเป็นอันดับแรกๆ  เพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยในการออมเงิน เหมือนที่เขาว่า จ่ายให้ตัวเองก่อนนั่นเอง ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่า อยากจะใช้จ่ายแบบ prepaid หรือ postpaid หากเลือก prepaid เครื่องมือทางการเงิน ก็คงไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่ใช้บัญชีเงินเดือนและบัตร ATM (หรือบัตรเดบิต) แต่หากเราเป็นคนมีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายพอสมควร เราอาจเพิ่มความสะดวกด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า บัตรเครดิต มาใช้งานแบบ postpaid สำหรับค่าใช้จ่ายในบางเรื่อง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าซื้อของกิน ของใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

ส่วนปัจจัยสี่ ตัวสุดท้าย ผมขอเก็บไว้เล่าต่อไปในครั้งหน้า แต่เกริ่นไว้หน่อยว่า มันจะมาในรูปของกองทุนประกันความเสี่ยง(เพื่อคนที่เรารักและสุขภาพ)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s