No.72 ฉบับวางแผนการเงินส่วนตัว#4

จากตอนก่อนๆ ผมได้พูดถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในเรื่องของปัจจัยสี่ไปแล้ว มาคราวนี้ ผมอยากชวนให้คิดลึกลงไปในความคิดของเราๆ กันต่อว่า จริงๆแล้ว ความต้องการพื้นฐานสุดท้ายของมนุษย์คืออะไรกันแน่

ถ้าค้นหาคำตอบกันในแนววิชาการ แนวคิดของนักจิตวิทยา ที่มีชื่อเสียงและถูกนำไปใช้อ้างอิงกันมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ทฤษฏีของ อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow )  ที่เรียงลำดับความต้องการของมนุษย์จากขั้นต้นไปสู่ความต้องการขั้นต่อไปไว้เป็นลำดับดังนี้
1.ความต้องการทางด้านร่างกาย ( Physiological needs )
2.ความต้องการความปลอดภัย ( Safety needs )
3.ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ( Belongingness and love needs )
4.ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง ( Esteem needs )
ุ5.ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ( Self-actualization needs )
(ที่มา: th.wikipedia.org)

จะสังเกตได้ว่า ความต้องการขั้นสูงขึ้นไป ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของจิตใจทั้งสิ้น โดยเฉพาะข้อสุดท้ายคือ ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งผมคิดว่า ปลายทางของการที่ได้เข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ก็คือการที่เราได้มี “อิสระ” ที่จะได้ทำอะไรตามที่เราต้องการ โดยไม่ถูกยึดติดอยู่กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ( และไม่เดือดร้อนผู้อื่น ) นั่นเอง

ในสังคมเมืองและโลกของธุรกิจแบบทุนนิยมที่คนอย่า่งผมต้องวนเวียนอยู่นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เงื่อนไขทางเศรษฐกิจของครอบครัวและส่วนตัว หรือพูดง่ายๆว่า “เงิน” นั้นเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจต่างๆ เป็นอย่างมาก ทำให้เราขาด”อิสรภาพ” ในการเลือกทำสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของตัวเอง ( ซึ่งเป็นความต้องการขั้นสูงสุด ตามทฤษฏีของมาสโลว์ )  แล้วทำยังไงหล่ะ เราถึงจะได้ไปถึงความต้องการขั้นสูงสุดนั้นสักที ผมขอลองเอาแนวคิดของผมมาลองแบ่งปันกันดูละกันเนาะ

6.กองทุนเพื่ออิสรภาพ(ทางการเงิน)
มีคนเคยพูดเสมอๆว่า อย่าเป็นทาสของเงิน แต่จงใช้เงินทำงานเยี่ยงทาส  เพราะเงินสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ก็อยู่ที่เราว่า จะใช้เงินทำงานอย่างไร เราจึงควรเริ่มต้นจากการจัดสรรเงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเรา มาไว้เพื่อลงทุนให้มันงอกเงย ซึ่งถ้าเราไ่ม่มีภาระที่จำเป็นจริงๆ เราควรจัดสรรเงินในส่วนนี้ให้ได้สักประมาณ 10% ของเงินรายได้แต่ละเดือน

การจัดสรรเงินกองทุนในส่วนนี้ นักการเงิน มักจะเรียกว่า การบริหารพอร์ตโฟลิโอ นั่นเอง ซึ่งก็คือ การแบ่งสรรปันส่วนเงินลงทุนของเรา กระจายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่างๆ กันไป ตามแต่ระดับของความเสี่ยงและสภาพคล่อง โดยผมอาจจะไม่สามารถลงรายละเอียดได้มากนัก แต่ที่อยากจะเน้นและอยากให้ทำความเข้าใจมากๆ ก็คือ นิยามของคำว่า “สินทรัพย์” ซึ่งในความเข้าใจของผม ผมมองว่า สินทรัพย์คือร่างอวตารที่เปลี่ยนรูปมาจาก”เงินสด” โดยร่างอวตารนั้น มีหน้าที่ทำงานแทนเรา เพื่อผลิตกระแสเงินสดกลับคืนมาให้กับเราอีกที  (แต่หากร่างอวตารนั้นไม่ทำงานเพื่อผลิตกระแสเงินสดออกมา แถมเน่าเปื่อยลงเรื่อยๆ  เราไม่ควรเรียกร่างอวตารนั้นว่า สินทรัพย์ เด็ดขาด )   ซึ่งร่างอวตารที่ผมใช้บริการเป็นส่วนใหญ่ ก็จะเป็น “หุ้นสามัญ” ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง

สำหรับใครที่ไม่เวลาที่จะเรียนรู้การทำงานของร่างอวตาร(สินทรัพย์) ในรูปแบบต่างๆมากนัก หรือไม่มีเวลาที่จะบริหารพอร์ตโฟลิโอเอง ก็สามารถใช้บริการของกองทุนรวมต่างๆ ให้เขาบริหารจัดการแทนเราได้ ซึ่งก็จะมีต้นทุนในส่วนที่เป็นค่าใช้จายในการบริหารกองทุนที่ปนอยู่ในเงินที่เราต้องเอาไปลงทุนนั้นด้วย หรือในทางตรงข้าม หากใครมีเวลามากขึ้นไปกว่าการเลือกหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และมีความชำนาญในการบริหารธุรกิจของตัวเองได้พอสมควร ก็อาจจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่เราต้องเข้าไปดูแลเอาใจใส่ในรายละเอียดมากขึ้น เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่า ก็คงได้

หรือหากใครที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสร้างงาน ( ซึ่งต่างจากทำงาน ) ชิ้นงานต่างๆที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาเหล่านั้น เราสามารถใช้เป็นสินทรัพย์ เพื่อสร้างกระแสเงินสดกลับมาให้เราได้เช่นกัน ผ่านทางค่าลิขสิทธิ์นั่นเอง ซึ่งสินทรัพย์ประเภทนี้ เป็นสินทรัพย์ที่แปรสภาพจากจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเรามากกว่าเงินสด ซึ่งคนที่มีสินทรัพย์ประเภทนี้ เรามักจะเรียกเขาว่า ศิลปิน

ยังมีสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ อีกมากมายที่คงเล่าได้ไม่หมด แต่อย่างที่บอกไปว่า สำคัญที่สุดคือ เราต้องเข้าใจว่า สินทรัพย์คืออะไร และจะใช้มันให้ทำงานแทนเราได้อย่างไร เพราะจุดหมายปลายทางที่หวังไว้ ผมอยากให้ทุกคนได้มีอิสรภาพในการสร้างสรรค์งานจากสิ่งที่ตัวเองรัก โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน  เราควรปล่อยให้เงินทำงานเพื่อเงินแทนเราจะดีกว่าเนาะ

ตอนหน้าผมจะมาเล่าสรุปตอนจบของการวางแผนการเงินส่วนตัว พร้อมกับกองทุนสุดท้ายที่ผมอยากให้ทุกคนมี กองทุนที่ว่านี้จะเป็นกองทุนเกี่ยวกับอะไร โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ 🙂

Advertisements

No.71 ฉบับวางแผนการเงินส่วนตัว#3

จากคราวก่อนที่ผมพูดค้างไว้ในเรื่องของการจัดสรรเงินไว้ใช้จ่ายสำหรับปัจจัยสี่ โดยเหลือตัวสุดท้ายที่ยังไม่ได้พูดถึงนั่นก็คือ ยารักษาโรค ซึ่งถ้าจะพูดในมิติของการวางแผนการเงิน ผมคงมองปัจจัยสี่ตัวนี้ เป็นเรื่องของการวางแผนการเงินสำหรับการรักษาสุขภาพยามเจ็บป่วย นั่นเอง

ในโลกยุคปัจจุบัน มีอาการเจ็บป่วยต่างๆ เิพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และหลาย ต่อ หลาย โรค ก็มีค่าใช้จ่ายในการรักษา ค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จึงเป็นปัจจัยที่บั่นทอน ฐานะทางการเงินของมนุษย์เงินเดือน อย่างเรา มิใช่น้อย  เราจึงควรมีการจัดสรรเงินส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมไว้ในเรื่องนี้ไว้บ้าง

5.กองทุนประกันความเสี่ยง(เพื่อคนที่เรารักและสุขภาพ)
คนเรามีเหตุผลในการรักษาชีวิตและสุขภาพของตัวเอง แตกต่างกันไป สำหรับคนที่ไม่มีภาระอะไร หรือ ไม่มีใครที่จะต้องรับผิดชอบหรือห่วงใย ก็อาจจะรู้สึกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องจัดสรรเงินไว้สำหรับเรื่องของชีวิตและสุขภาพ แต่สำหรับคนที่มีภาระความรับผิดชอบ มีคนที่ต้องดูแล การจัดสรรเงินไว้สำหรับส่วนนี้ มีความสำัคัญมากๆ เพราะหากเราเป็นเสาหลักของบ้านในการหารายได้เข้าครอบครัว หากวันหนึ่งเราล้มป่วยลง ฐานะการเงินของครอบครัวย่อมสั่นคลอนไป อันเนื่องมากจาก ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือ ขั้นเลวร้ายสุดคือ เสียชีวิต  เครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถที่จะบรรเทาปัญหา และ ประกันความเสี่ยงในเรื่องของความไม่มั่นคงที่จะเกิดขึ้นกับฐานะการเงินที่เราสะสมไว้ ก็คือการ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพ นั่นเอง

การพิจารณาเลือกทำประกันชีวิต หรือ ประกันสุขภาพ นั้น โดยส่วนตัวแล้ว ผมคำนึงปัจจัยอยู่ 2 อย่างคือ 1.เราต้องการประกันความเสี่ยงเรื่องอะไร และ 2.เรามีความสามารถที่จะจัดสรรเงินสำหรับเบี้ยประกันได้มากน้อยขนาดไหน

ยกตัวอย่างของการประกันชีวิตก็เช่น ถ้าผมมีภาระหนี้ที่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยมีภาระหนี้สินอยู่ประมาณ 1 ล้านบาท และคิดว่า หากผมเป็นอะไรไป ผมก็ไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องมารับภาระหนี้สินแทนผม เพื่อที่จะรักษาบ้านไว้ ผมอาจจะเลือกทำประกันชีวิต ที่มีทุนประกันประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อประกันความเสี่ยงในเรื่องของที่อยู่อาศัย เป็นต้น  จะเห็นว่า สิ่งที่เราจะพิจารณาก็คือ เราตีค่าความเสี่ยงนั้นออกมาเป็นตัวเงินได้เท่าไหร่ ซึ่งตัวอย่างที่ยกมา ก็ดูไม่ซับซ้อนมาก เพราะเราทราบยอดหนี้ที่มีอยู่แล้ว แต่หากเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น เราต้องการประกันความเสี่ยงในเรื่องของ ค่าเล่าเรียนบุตร เราก็คงต้องคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคต ออกมาเป็นตัวเงินให้ได้ก่อน โดยอาจจะอาศัยแบบจำลองทางการเงิน เป็นตัวช่วยในการคำนวณ ซึ่งผมขอแนะนำ website ของ TSI ไว้ให้เข้าไปลองใช้ดูละกันเนาะ http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=80

ในแง่ของประกันสุขภาพ ก็อยู่ที่ว่า เราจะประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของตัวเองในระดับไหน และ มีกำลังที่จะจัดสรรเงินได้มากน้อยเพียงใดเหมือนกัน และปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงด้วยก็คือ หากเราเจ็บป่วย หรือ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวเราขนาดไหน ทั้งในเรื่องของเวลาในการดูแลรักษา และ ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้  เหมือนที่หลายๆ คนมักจะพูดว่า ป่วยตายไม่กลัว แต่กลัวตอนที่ป่วยแล้วยังไม่ตาย แต่ทำอะไรเองไม่ได้มากกว่า

สำหรับคนที่ทำงานในบริษัทที่มีสวัสดิการด้านสุขภาพ ค่อนข้างดี ก็ขอให้พิจารณา ดูว่า เราต้องการประกันความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสวัสดิการที่มีอยู่ขนาดไหน ทั้งนี้ทั้งนั้น ความพอดี ก็อยู่ที่เราสามารถจ่ายเบี้ยประกัน ได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์นัก เพราะ แทนที่จะเป็นทุกข์เพราะป่วยแล้วไม่มีตังค์ใช้ กลับต้องมาทุกข์เพราะจ่ายเบี้ยประกัน ผมว่า มันก็คงไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการทำประกันแล้วนะครับ 🙂

No.70 ฉบับวางแผนการเงินส่วนตัว#2

ต่อจาก blog ก่อน ที่ผมได้เล่าวิธีการวางแผนการเงินส่วนตัว โดยแบ่งเงินรายได้ออกเป็นกองๆ ตามแต่วัตถุประสงค์ โดย 2 กองแรกได้พูดถึง กองทุนเพื่อใช้ยามฉุกเิฉินไป ซึ่งอย่างที่ผมเล่าไว้ว่า ถ้ามีกองทุน 2 กองแรกนี้ไว้ ก็เหมือนกับเรามีพื้นฐานที่มั่นคงประมาณหนึ่งแล้ว เราก็คงจะมาดูกันต่อว่า เงินส่วนที่เหลือของรายได้เราจะจัดสรรให้กับเรื่องอะไรต่อไปบ้า่ง

โดยพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ (โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน) ทั่้วไป เราย่อมต้องการที่จะขจัดข้อบกพร่องในเรื่องของปัจจัยสี่ ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งมายุคหลังๆ ก็เริ่มมีปัจจัยห้า ปัจจัยหก เพิ่มเติมเข้ามาอีก แต่ผมขอพูดถึงแค่ปัจจัยสี่ เบื้องต้นก่อนละกัน อันได้แก่ ที่อยู่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และ ยารักษาโรค ซึ่ง แต่ละปัจจัยผมขอแบ่งมันออกเป็นกองทุนต่างๆ ต่อไปได้ดังนี้

3.กองทุนเพื่อที่อยู่อาศัย
เมื่อพูดถึงที่อยู่ แน่นอนสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง ก็คงต้องใช้เวลาในการเก็บสตางค์เพื่อมีที่อยู่อาศัยกับเขาสักหลังหนึ่ง ถ้าพอรอได้ ก็คงต้องอาศัยเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเราว่า ทำงานกี่ปีถึงจะมีบ้าน ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่จะช่วยเราได้ก็คงเป็น บัญชีเงินฝากประจำ ที่มีดอกเบี้ยสูงพอประมาณ หรือ หากต้องการผลตอบแทนทบต้นมากกว่านั้นแต่ความเสี่ยงยังต่ำอยู่ ก็คงต้องไปเลือกลงทุนใน กองทุนตราสารหนี้ ที่ระยะเวลานานๆ แทน

แต่หากเราเป็นคนใจร้อน อยากมีบ้านไวๆ เราก็คงต้องอาศัยเครื่องมือทางการเงิน ที่เรียกว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัย มาใช้เป็นคานงัด เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น ซึ่งเครื่องมือทางการเงินประเภทนี้ หลายๆคนก็คงมองมันในแง่ลบ เพราะภาษาชาวบ้านเราเรียกมันว่า หนี้ นี่เอง 🙂

ไม่ว่าจะใช้วิธีอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หรือ อยู่ก่อนผ่อนตามมา เราเองก็ล้วนแต่ต้องมีระเบียบวินัยในการจัดสรรเงินรายได้ของเรา เข้าสู่กองทุนนี้ ในอัตราที่ไม่ต่างกันนัก ที่บอกว่าไม่ต่าง เพราะ ถ้าเราใช้วิธีเก็บเงินไปเรื่อยๆ โดยยังไม่ซื้อ ราคาที่อยู่อาศัยมันก็ราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆตามอัตราเงินเฟ้อเหมือนกัน เมื่อคิดคำนวณกับการที่เราผ่อนธนาคารเสียดอกเบี้ยแล้ว ผลลัพธ์อาจไม่ต่างกันเท่าไหร่ ซึ่งสัดส่วนของเงินที่เราควรจัดสรรเข้ากองทุนนี้ ในความเห็นผม อัตราที่เหมาะสม ก็น่าจะอยู่ราวๆ 20-30% ของรายได้  แต่ถ้าใครใช้จ่ายเรื่องอื่นน้อย ก็อาจมาเพิ่มสัดส่วนในกองทุนนี้ได้มากขึ้น

4.กองทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค
ในส่วนของอาหารกับเครื่องนุ่งห่มนั้น ผมขอเรียกรวมๆ เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค บริโภค  ซึ่งผมขอรวมเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าของกิน ของใช้ภายในบ้าน เข้าไปด้วย โดยเราควรจะทำประมาณการ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเอาไว้ก่อน เพื่อดูว่า เราควรจะกันเงินรายได้ของเรา ให้เหลืออยู่ในบัญชีสักเท่าไหร่ ที่ใช้คำว่า เหลืออยู่ในบัญชี เพราะ เราควรจะจัดสรรเงินให้กับกองทุนอื่นๆ ไปก่อนเป็นอันดับแรกๆ  เพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยในการออมเงิน เหมือนที่เขาว่า จ่ายให้ตัวเองก่อนนั่นเอง ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่า อยากจะใช้จ่ายแบบ prepaid หรือ postpaid หากเลือก prepaid เครื่องมือทางการเงิน ก็คงไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่ใช้บัญชีเงินเดือนและบัตร ATM (หรือบัตรเดบิต) แต่หากเราเป็นคนมีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายพอสมควร เราอาจเพิ่มความสะดวกด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า บัตรเครดิต มาใช้งานแบบ postpaid สำหรับค่าใช้จ่ายในบางเรื่อง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าซื้อของกิน ของใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

ส่วนปัจจัยสี่ ตัวสุดท้าย ผมขอเก็บไว้เล่าต่อไปในครั้งหน้า แต่เกริ่นไว้หน่อยว่า มันจะมาในรูปของกองทุนประกันความเสี่ยง(เพื่อคนที่เรารักและสุขภาพ)