No.69 ฉบับวางแผนการเงินส่วนตัว#1

สิ้นเดือนนี้ เป็นสิ้นเดือนที่พิเศษกว่า สิ้นเดือนไหนๆ เพราะเป็นเดือนที่บริษัท ส่งโบนัสเข้าบัญชี ซึ่งจะว่าไป เจ้าเงินก้อนที่ว่านี้ บางที บางคน วางแผนการใช้ ก่อนที่จะได้มันมาเสียอีก

ในโลกของเศรษฐกิจ และ สังคม ที่ขยับและขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม (แบบเก่า) เราจำเป็นต้องแลกเปลี่ยน สิ่งที่เราต้องการ ด้วยเงินตราเป็นหลัก เมื่อเราเอาหยาดเหงื่อและแรงงานเข้าแลกมันมา เราจึงต้องมีการวางแผนการใช้มันเพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการ ทั้งที่จำเป็น และไม่จำเป็น อยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพราะเราไม่ได้บังเอิญได้มันมาแบบสามล้อถูกหวย ถึงจะได้ใช้มันแบบฟุ่มเฟือยไม่คิดวางแผนอะไร

ถ้าพูดกันแบบทั่วๆไป การวางแผนการเงิน ก็เหมือน การวางแผนเรื่องงาน คือต้องมีแผนระยะสั้น ระยะยาว  โดยส่วนตัวผมเอง ก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำตามตำราแบบเป๊ะๆ ซึ่งโดยหลักๆ แล้ว ปัจจุบันผมมีหลักการส่วนตัวในการจัดสรรเงินไว้เป็นกองๆ ประมาณนี้

1) กองทุนเพื่อใช้ยามฉุกเฉินประเภทสภาพคล่องสูง  – เงินกองนี้ ผมจะใช้วิธีคิดว่า ถ้าผมตกงาน ผมต้องใช้เงินในการเลี้ยงชีพระหว่างหางานใหม่ ประมาณเท่าไหร่ต่อเดือน ซึ่งผมตั้งไว้ว่า เงินในกองนี้จะต้องมีอย่างน้อย 6 เท่าของเงินที่ต้องใช้ต่อเดือน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ต้องมีไว้ใช้ยามฉุกเฉินต่ำๆ ก็ 6 เดือน ซึ่งผมมักจะฝาก “ออมทรัพย์ “แช่ไว้เฉยๆ เพื่อให้มีสภาพคล่อง สำหรับการดึงมาออกมาใช้  เพราะบางครั้งเราอาจมีเรื่องเดือดร้อน ต้องใช้เงินก้อนอย่างเร่งด่วน โดยไม่จำเป็นต้องตกงานก็ได้ ซึ่ง เงินก้อนนี้จะค่อนข้างยืดหยุ่น บางครั้งความเสี่ยงสูง ผมก็อาจจะสำรองไว้เกินกว่า 6 เดือน แต่หากบางครั้งความเสี่ยงต่ำ ผมก็มักจะโยกเงินส่วนที่เป็นสภาพคล่องส่วนเกิน ออกไปใช้เป็นกองทุนเพื่ออิสระภาพ ( ซึ่งจะอธิบายต่อไป ) แทน

2) กองทุนเพื่อใช้ยามฉุกเฉินประเภทสภาพคล่องต่ำ – พนักงานบริษัทใหญ่ๆ ที่ทำงานมาค่อนข้างนาน จะมีสวัสดิการที่เป็นกองทุนเพื่อใช้ยามฉุกเฉินประเภทนี้อยู่แล้ว นั่นก็คือ  “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”  นั่นเอง พนักงานอย่างเราๆ สามารถใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเครื่องมือในการสะสมเงิน ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน โดยเฉพาะเวลาเราลาออกจากบริษัท ซึ่งผมถือว่า เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงประสิทธิภาพมากๆ เนื่องจากเงินก้อนนี้ มีผลตอบแทนให้เราสูงมาก เพราะในแต่ละปี เราจะได้เงินที่งอกเงยจากส่วนที่เราลงทุนไว้ ไม่ต่ำกว่า 100% ต่อปี จากการที่บริษัทจะมีการสมทบเงินเข้ากองทุนในส่วนของนายจ้างมากกว่าหรือเท่ากับจำนวนเงินที่เราใส่เข้าไปในกองทุน แต่ข้อเสียก็คือ สภาพคล่องจะต่ำกว่าประเภทแรกมาก เพราะเราจะใช้เงินก้อนนี้ได้ มีสองวิธีคือ  ถ้าไม่ลาออกจากกองทุน ( ซึ่งบริษัทผมออกแล้วเข้าไปใหม่ไม่ได้ ) ก็ต้องลาออกจากบริษัทเท่านั้น

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า เงิน 2 กองแรกนี้ เป็นกองที่สำคัญมากๆ และเป็นกองพื้นฐานที่เราพึงจะมีไว้ก่อนที่จะ คิดอ่าน วางแผนการเงินในเรื่องต่อๆไปด้วยซ้ำ ถ้ามี 2 กองแรกนี้แล้ว ก็เปรียบได้ว่า เรามีฐานที่มั่นคง พร้อมจะนำเงินที่เหลือไปต่อยอดในเรื่องอื่นๆ ได้สบายๆ ซึ่งกองทุนที่เหลือจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และผมใช้เครื่องมือทางการเงินอะไรมาใช้บ้าง ไว้จะมาเล่าให้ฟังต่ออีกทีเนาะ 🙂

Advertisements