No.63 ฉบับรุ้งกลางกรุง


ภาพโดย Nino จาก Nokia 6233

ช่วงเดือนพฤษภาที่ผ่านมา ภาพที่น่าจะติดตาคนไทย (และชาวโลกที่สนใจข่าวสารเมืองไทย) น่าจะเป็นภาพความเสียหายของตึก Central World และภาพกลุ่มควันไฟ ลอยสูง หลายจุด ท่ามกลางตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ คนที่ไม่ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ก็คิดไปได้ว่า กรุงเทพฯเกิดสงครามกลางเมือง ทั้งๆที่ความเป็นจริง เป็นเพียงแค่การจุดเพลิงเผายางรถยนต์ใช้แล้ว และการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วง เพียงไม่กี่จุดในกรุงเทพฯเท่านั้น

เวลาผ่านมาหลายเดือน ปัญหาการเมืองไทยและนักการเมืองไทยก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ซาๆลงไปตามการเวลา ตึกรามบ้านช่องที่เสียหาย ก็กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงซ่อมแซมบูรณะกันให้เหมือนใหม่อีกครั้ง ส่วนสภาพจิตใจผู้คน ก็ได้รับการฟื้นฟูเยียวยา หรือไม่ก็หลงลืมกันไปตามเวลาที่ผ่านไปเอง…

วันนี้ช่วงเย็นๆ หากใครได้มีโอกาสมองออกมานอกอาคารบริเวณใจกลางกรุงเทพฯอีกครั้ง เชื่อว่า น่าจะได้เห็นสายรุ้งเส้นโต พาดผ่านตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ  ( ระหว่างขับรถบนทางด่วน ได้ยินพี่อ้อยดีเจกรีนเวฟ เล่าว่า มีคนมุงดูรุ้งจากตึกที่จัดรายการเหมือนกัน )  ผมแอบมองรุ้งเส้นนี้ (ต้องแอบเพราะขับรถอยู่บนทางด่วน มองนานเดี๋ยวเกิดอุบัติเหตุ ) อยู่สักพัก แล้วใจก็คิดไปถึงภาพติดตาที่เกิดขึ้นกลางกรุงเมื่อเดือนพฤษภา

ผมได้แต่หวังว่า ฝนที่ตกลงมาช่วงนี้ น่าจะชะล้างควันไฟเหล่านั้นไปหมดแล้ว ฟ้าหลังฝนในวันนี้ จึงบังเกิดรุ้งสีสดใสขึ้นกลางกรุง 🙂

No.62 ฉบับเมื่อผมได้รู้จัก UNICEF

หลายวันก่อน มีโอกาสได้ไปกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารสวนไผ่ (จริงๆต้องเรียกว่า เป็นศูนย์อาหารมากกว่า เพราะมีลักษณะที่มีร้านอาหารมังสวิรัติหลายๆ ร้านมาเปิดขายอาหารในบริเวณ Banana Family Park ซึ่งในบริเวณเดียวกันก็เป็นที่ตั้งของ ห้องสมุดบ้านอารีย์ อีกด้วย ) หลังจากห่างหายจากอาหารมังสวิรัติ มื้อกลางวันได้สักระยะหนึ่ง อันเนื่องมาจากภารกิจการงาน และสภาพอากาศไม่ค่อยจะอำนวย

ในระหว่างที่เดินออกมาจากศูนย์อาหารหลังจากกินข้าวเสร็จ ผมก็สังเกตเห็นมีพนักงานหรือเจ้าหน้าที่จากองค์กร UNICEF (ผมเดาเอาจากแผ่นป้ายที่อยู่ใกล้ๆ ทั้ง 2 คน เป็นรูปเคน ธีรเดช อยู่ท่ามกลางเด็กๆ และมีตราสัญลักษณ์ UNICEF ปรากฏอยู่ )  ยืนคอยดักทักทาย ผู้คนที่เดิน เข้า ออก บริเวณหน้าทางเข้าศูนย์อาหาร เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ว่า กำลังถูกจู่โจมเข้าให้เสียแล้ว

“พี่ค่ะ รบกวนเวลาสักครู่ได้มั้ยค่ะ” เจ้าหน้าที่กล่าวทักทายระยะประชิด

“อ่า…ครับ”  อาจจะด้วยอารมณ์อยากเป็นเคน ธีรเดช ผมเลยตอบไปแบบนั้น -_-‘

พี่รู้จัก UNICEF บ้างหรือเปล่าค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวเริ่มเข้า รูปแบบประโยค ที่ได้ฝึกฝนมา

“พอรู้ครับ” ผมยิ้มตอบรับไปแบบเป็นพิธี

“UNICEF เป็นองค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือเด็กที่ไม่มีโอกาส … พี่ลองคิดดูนะค่ะ ว่าน้องๆ ที่ด้อยโอกาสพวกนี้น่าสงสารขนาดไหน ขณะที่พวกเราได้กินอาหารสบายๆ”   เจ้าหน้าที่สาวเริ่มเข้าโหมด ดราม่า

“พี่สามารถช่วยน้องๆ เหล่านี้ได้นะค่ะ พี่จะช่วยสักปีละเท่าไหร่ดีค่ะ” เจ้าหน้าที่สาวปิดการขายทันที

ในหลายๆโอกาส ผมว่า พวกเราหลายคนมีจิตอาสา อยากที่จะเสียสละ กำลังทรัพย์ กำลังกาย หรือแม้กระทั่งกำลังใจ ให้กับคนที่ด้อยกว่าเรา แต่หัวใจของจิตอาสา ที่ว่า บางครั้ง ก็เหมือนจะรอคอยโอกาส ซึ่งหลายๆครั้ง โอกาสที่ว่านั้น มาพร้อมกับ โศกนาฏกรรม หรือ ภัยพิบัติขั้นร้ายแรง เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ หรือทั่วโลก แล้ว ก็เป็นที่มาของกระแสการให้การสนับสนุนด้านการเงิน และ ความช่วยเหลือต่างๆนาๆ ซึ่งก็มักจะจบไปพร้อมกับกระแสข่าวที่ซาลง

และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ที่จะรู้สึกสบายใจ และ ยินดี ที่จะช่วยเหลือคนอื่น ด้วยความสมัครใจ มากกว่า ที่จะโดนบังคับ หรือ ยัดเยียดภาระให้ต้องช่วยเหลือ ดังนั้น การระดมทุนขอความช่วยเหลือในเรื่องราวที่เป็นความเดือดร้อน เหลื่อมล้ำ ที่ปรากฏอยู่ทุกวันอย่างเป็นเรื่องปกติ จึงมักจะไม่ได้รับความร่วมมือ ร่วมใจ เหมือนอย่างเรื่องอื่นๆที่อยู่ในกระแส บ่อยครั้งกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ ที่ต้องมาคอยปฏิเสธ การเชื้อเชิญ ชี้ชวน ของเจ้าหน้าที่ระดมทุน ที่ดูประหนึ่งเหมือนพนักงานขายตรง

ถ้าคิดแบบการตลาด หากการขายตรงแบบ face-to-face ทำให้เกิดความรำคาญ แต่บ่อยครั้งก็ประสบความสำเร็จจนสามารถปิดการขายได้ ซึ่งบ้างก็มาจากความเกรงใจ บ้างก็มาจากความสมัครใจ แล้วเหตุไฉน องค์กรการกุศลต่างๆ จะขอยืมเทคนิคเหล่านี้ มาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายในการระดมทุนบ้างไม่ได้หรืออย่างไร เพราะองค์กรการกุศลเหล่านั้น อาจมีความคิดว่า ทุกคนมีจิตอาสา เพียงแต่ต้องการใครสักคนมาช่วยกระตุ้นจิตสำนึกเหล่านั้นให้เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของเจ้าหน้าที่ระดมแบบ face-to-face ที่คอยออกไปช่วยกันกระตุ้นจิตสำนึกการมีจิตอาสา ของผู้คนตามท้องถนน หากแต่เพียงเืบื้องหลัง ที่มา ที่ไปของเจ้าหน้าที่ระดมทุนเหล่านั้น อาจไม่ได้ดูสวยงาม ขาวสะอาด และมีจิตอาสา ตามเจตนารมณ์ขององค์กรการกุศลที่ว่าจ้างให้มาช่วยออกระดมทุนก็ตาม

ผมเดินออกจากศูนย์อาหาร พร้อมกับอาการงงๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วครู่ มารู้ตัวอีกที ก็ได้ยินประโยคกระตุ้นจิตสำนึกของน้องเจ้าหน้าที่คนนั้นอยู่ในหัว

“เงินสนับสนุนของพี่ ช่วยให้น้องๆ มีน้ำสะอาดได้ดื่มวันละ 1 ขวดแล้วนะค่ะ”

ปล. น้ำดื่มหนึ่งขวด ราคาประมาณ 10 บาท ผมตัดสินใจซื้อน้ำดื่ม วันละ 1 ขวดให้ UNICEF นำไปให้น้องๆ ได้ดื่มกันต่อเนื่อง จนกว่าผมจะเลิกสนับสนุน (ส่วนหนึ่งน่าจะกลายเป็นค่าน้ำดื่ม ของน้องเจ้าหน้าที่ระดมทุน คนนั้นด้วย -_-‘ )

ปล.2 ใครที่มีใจเสียสละอยู่เป็นทุนเดิม และไม่ชอบการระดมทุนในรูปแบบ face-to-face สามารถให้การสนับสนุน UNICEF ได้อีกหลายช่องทาง ตามไปอ่านรายละเอียดกันดูนะ http://www.unicef.org/thailand/tha/support.html หรือจะไปบริจาคให้กับมูลนิธิอื่นๆที่เราใกล้ชิด ไว้วางใจ และ สบายใจกว่าที่จะทำได้ตามสะดวกเลยครับ 🙂