No.44 ฉบับ3.5MB Whatever will be, will be

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีบททดสอบที่จะ้ต้องใช้ทักษะด้านการแก้ปัญหาชีวิต มาช่วยคลายปมให้กับปัญหาเรื้อรัง และ ค้างคาใจสมาชิกในครอบครัวมานับยี่สิบปี ได้ใช้ทั้งทักษะทางโลกคือการคำนวณเรื่องเงินๆ ทองๆ และ ทักษะทางธรรม คือการปล่อยวางจากอัตตา และมองปัญหาอย่างเป็นกลาง

เรื่องของเรื่องคือ ผมต้องสวมบทบาทเป็นนักเจรจาต่อรอง เพื่อตกลงผลประโยชน์กับหุ้นส่วน(ชีวิต) ของแม่ เหตุเพราะหุ้นส่วนต้องการแยกตัวออกไปเป็นอิสระ และอยากได้เงินลงทุนที่ได้สั่งสมร่วมกันมาราว 40 กว่าปีออกไปเป็นทุนในการตั้งต้นชีวิตและกิจการใหม่  ผมพยายามพูดคุยโดยอาศัยหลักการ(ที่ยังอ่านไม่จบ แต่ต้องมาใช้ซะก่อน) สุนทรียสนทนา เข้ามาเป็นตัวช่วย ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะตลอดการพูดคุย เราไม่มีการตะโกนใส่หน้ากัน ไ่ม่มีการด่าทอกันอย่างหยาบคายเกินไปนัก ( นั่นหมายความว่า ก็พอมีออกมาบ้าง )

ผลสรุปของการสนทนา ทางฝ่ายที่ผมเป็นตัวแทน ( ซึ่งก็รวมผมอยู่ด้วย ) ต้องหาเงินมาซื้อหุ้น( ในกิจการร้านค้าของครอบครัว ) คืนที่จำนวน สามล้านห้าแสนบาทถ้วน ( =3,500,000= ) ซึ่งคิดคำนวณจากมูลค่าตลาดของบ้านที่ใ้ช้เป็นหน้าร้านขายของอยู่ปัจจุบัน หาร ครึ่ง  ผลออกมาแบบนี้ ทำให้ผมมีทางเลือกอยู่ 2 ทางที่คิดออก 1.กู้เงินมาเพื่อซื้อหุ้นคืน 2.ขายสินทรัพย์ออกไปแล้วแบ่งกันตามสัดส่วน 50:50  ซึ่งเป็นผลที่ผมไม่ได้คาดหมายว่าจะออกมาแบบนี้ เพราะผมคิดว่า ทางหุ้นส่วนจะรับข้อเสนอที่เป็นการจ่ายเงินคืนแบบบำนาญเป็นรายสัปดาห์ตามที่ผมวางแผนไว้ แต่กลับตาลปัตร กลายเป็นอยากได้เงินก้อนเหมือนบำเหน็จ

ผมใช้เวลาหลังจากนั้นประมาณ 2-3 ชั่วโมงระหว่างไปเดินห้างเพื่อทำธุระ และ พักผ่อนเหมือนทุกสัปดาห์กับครอบครัว ในการคิดหาคำตอบให้กับโจทย์ชีวิตข้อนี้ ซึ่งหลังจากหาเหตุผล และได้พูดคุยกับทุกคนที่มีส่วนได้เสียแล้ว ก็ได้คำตอบว่า เราจะขายสินทรัพย์ออกไป เพราะไม่อยากก่อหนี้ในช่วงนี้ และผมก็ได้แจ้งคำตอบกับหุ้นส่วนไปในค่ำวันนั้น….

เหตุการณ์ต่อจากนั้นอีกไม่นาน ก็กลับตาลปัตร ไปเป็้นแบบที่ผมคาดหมายเอาไว้ ( จนได้ )  ก็คือ หุ้นส่วนขอใช้สิทธิในการรับบำนาญไปก่อนเนื่องด้วยเหตุผลหลายๆประการของทางหุ้นส่วนเอง ผมจึงได้มีเวลาหายใจและมีเวลาไตร่ตรองหาวิธีที่จะหาเงิน 3.5 ล้านใหม่อีกครั้ง

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ ผมก็ยังไม่ได้หนทางใหม่ในการหาเงิน ได้แต่ปล่อยให้เวลาผ่านไป และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปตามเหตุการณ์ก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร มาถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่า ผมได้เติบโตด้านจิตใจขึ้นจนคิดว่า สามารถปล่อยวางความรู้สึกและมองทุกอย่างอย่างที่มันจะเป็นได้แล้ว เหมือนเพลงที่ไทยประกันชีวิตนำมาใช้ในภาพยนตร์โฆษณาตัวล่าสุด (ที่มีคนชมว่าทำได้ดีมากมาย ทั่วบ้านทั่วเมืองจนเป็น talk of the town) นั่นคือ Whatever will be, will be  หรือ อะไรที่มันจะเกิด ก็ต้องเกิด…. เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง 🙂

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s