No.27 ฉบับเอกเขนก

หลังจากกลับจากภูสอยดาวมาผจญกับชีวิตวุ่นวายในเมือง ก็รู้สึกว่าความรู้สึก นึกคิด ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางกับการทำงานสักเท่าไหร่ วันๆ ก็เอาแต่ post รูป บน multiply เหมือนกระแสออกทริปยังไม่ค่อยจะจางหายเท่าไหร่ แถมหนำซ้ำ ยังชักชวนน้องๆ ไปออกทริปกันต่อที่ แม่แจ่ม แม่กลางหลวง ช่วง 18-20 ตุลาคม นี่อีก

จะว่าไปช่วงหลังๆ ก็มัวแต่ไป โพส รูปเขียนโน่นเขียนนี่ ประกอบรูปที่ surustx.multiply.com ซะเยอะ เลยไม่ค่อยได้หันกลับมาเขียนบันทึกเป็นตัวหนังสือที่นี่สักเท่าไหร่ ก็แหมโพสรูปไปรูปหนึ่ง ก็แทบจะเป็นการบันทึกเรื่องราว ได้เป็น ร้อยๆ บรรทัดแล้ว ก็เลยก่อให้เกิดความขี้เกียจบันทึกด้วยตัวหนังสือขึ้นมาหน่ะสิ แต่เอาหล่ะ ยังไงก็ขอไม่ทิ้งที่นี่ กลับมาบันทึกเรื่องราวในช่วงเดือนที่ผ่านมาสักหน่อย

ก็อย่างที่บอกไปว่า หลังกลับจากภูสอยดาว ชีวิตส่วนใหญ่ ก็จดจ่อ อยู่แต่เรื่องการออกทริป การไปเที่ยว ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ มีแผนออกมาอีก สาม ทริป

18-20 ตุลาคม ไปแม่แจ่ม แม่กลางหลวง กับน้องๆที่บริษัท
6-9 พฤศจิกายน ไปแม่ฮ่องสอน ปางอุ๋ง ปาย เชียงใหม่ กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่บริษัท อันนี้ไปกับ นักเดินทางดอทคอม
5-7 ธันวาคม ไปเชียงราย ดอยแม่สลอง ดอยตุง ภูชี้ฟ้า กับครอบครัว

ซึ่งวันๆ ก็ไม่พ้น การหาข้อมูลตามเวปท่องเที่ยวต่างๆ การพูดคุย ชักชวน เพื่อหาสมาชิกร่วมทริป และ อื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากเรื่องพวกนี้แล้ว เวลาว่างที่เหลือตอนอยู่บ้าน ก็หนีไม่พ้นการนอนเอกเขนกดูทีวี และ ดีวีดี

ดีวีดี ที่เพิ่งดูไป ก็เป็น เดี่ยว 7 ของโน้ตอุดม กับ คอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส ซึ่ง อันหลังนี่ ต้องบอกว่า Highly recommended! เลยสำหรับคนที่เป็นแฟนของประภาส อยู่แล้ว หรือ คนที่สนใจฟังดนตรีหลายๆ แนว เพราะคอนเสิร์ตนี้ ปรุงแต่งได้ครบรส ครบแนว และ คลอบคลุมทุก segment ของกลุ่มผู้ฟัง หากให้เลือกมาสัก 2-3 เพลงที่ประทับใจมากๆ ก็คงประมาณนี้
1. ต้นชบากับคนตาบอด – เพลงนี้ อยากให้คนที่ยังไม่เคยดู เมื่อซื้อแผ่นมาแล้ว อย่าเพิ่งดูรายละเอียดใดๆ บนปกดีวีดี ผมว่าเราจะได้รู้สึก surprise แบบขนแทบลุก กับเพลงนี้เหมือนคนที่อยู่ในคอนเสิร์ตวันนั้นแน่นอน

2.นิทานหิ่งห้อย – เพลงนี้ ใช้วงออร์เครสต้า บรรเลงจังหวะดนตรี ประกอบการเล่านิทานของดีเจบ็อบบี้ โดยดีเจบ็อบบี้ได้เกริ่นนำก่อนว่า เครื่องดนตรีแต่ละชนิด จะแทนตัวละครตัวไหนในนิทาน  ผมว่าเพลงนี้ เป็นการทำให้เรารู้จักแก่นแท้ของเพลงคลาสสิกขึ้นอีกมาก เพราะจะว่าไปดนตรีคลาสสิกในความคิดผมนั้น เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะเป็นตัวบ่งบอกถึง เรื่องราวของเพลง และอารมณ์ของเพลงแทนเนื้อร้องอยู่แล้ว

3.ลมหายใจของกันและกัน – เนื้อเพลง ลมหายใจของกันและกัน ก็สั้นๆ เพียงแค่ “อาจเป็น…เพราะเรา คู่กัน…มาแต่…ชาติไหน จะรัก…รักเธอ…ตลอดไป เป็นลมหายใจ…ของกันและกัน….”  แต่การแสดงของวงดูบาดู กับ เบน ชลาทิศ ก็สร้างสีสัน ได้ประทับใจด้วยจังหวะดนตรีแบบแจ๊ส และการล้อเลียนเพลงนี้เล็กๆ ในเรื่องที่เพลงนี้มักถูกใช้ในงานแต่งงาน จนแทบจะกลายเป็นเพลงประจำงานแต่งงานไปแล้ว

ผมดูคอนเสิร์ตนี้จบไปสองรอบ ก็พบว่า รู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และมีความสุขแบบอิ่มเอมใจ อย่างบอกไม่ถูก  ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ ผมว่า หากมีเวลาออกไปเที่ยวพักผ่อนตามธรรมชาติ หรือ นอนเอกเขนก ดูคอนเสิ์รต ดีๆ แบบนี้อยู่ที่บ้าน ก็น่าจะช่วยให้เรามองเห็นโลกนี้กว้างขึ้นกว่า ที่เราคิดอยู่ทุกวันก็ได้นะครับ

Advertisements