No.14 ฉบับหนึ่งวันพักร้อน(หนาว)(2)

ความเดิมจากฉบับที่แล้ว คือ ผมเจอเรื่องประทับใจเกี่ยวกับการให้บริการแบบเกินความคาดหมาย ( อย่างน้อยก็สำหรับผม ) ที่ห้างฟอร์จูน ในวันพักร้อนสั้นๆ 1 วันของผม ( 13 พฤศจิกายน 2550)

เมื่อเสร็จธุระการจับจ่ายของที่ฟอร์จูน ผมก็นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับมายังสถานีบางซื่อ เพื่อเอารถที่จอดไว้ พอขึ้นรถขับออกมา ทีแรกก็กะว่าจะขับกลับบ้านเลย แต่เห็นว่ายังไม่ค่ำมาก ก็เลยขับฝ่าดงรถติดไปห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว 

เมื่อถึงเซ็นทรัล ขณะที่ขับรถขึ้นไปจอดยังที่จอด ตาเหลือบไปเห็นป้าย Super Sport Fair 2007 เข้า เล่นเอาถึงกับตกใจว่า “เฮ้ย ที่นี่ก็มีงาน SALE อุตสาห์ไปซื้อของถึงฟอร์จูน ที่นี่มันจะลดน้อยกว่ารึป่าวฟร๊ะเนี่ย” เพราะของที่ผมซื้อมันก็เป็นของซึ่งขายในโซนของ Super Sport เสียด้วย ว่าแล้วเมื่อจอดรถเสร็จ ก็เลยเดินไปพื้นที่ชั้น G ของห้าง ปรากฏว่า เห็นบูธ Deuter มาลดราคา อยู่เหมือนกัน เล่นเอาเสียความมั่นใจกันเลยทีเดียว ไม่รอช้า เดินไปดูราคาที่ลดว่า ถูก แพง กว่า ราคาที่เราซื้อมาขนาดไหน แล้วก็ตามคาดคือ ราคามันเท่ากับที่ผมไปดูที่ ฟอร์จูนเลย  ทำให้นึกขอบคุณน้องพนักงานขายเป้ deuter ที่ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมเล็กน้อย ไม่งั้นคงรู้สึกเสียดายเวลาที่อุตสาห์ไปซื้อถึงฟอร์จูน เหอๆๆ

ออกจากบูธ deuter ได้ของติดมือมาหนึ่งชิ้นเป็นกระเป๋า ( จริงๆควรเรียก ซอง ) ใส่ laptop เดินไปดูเรื่อยๆ ไม่เจอบูธขายไม้แบดมินตันที่ต้องการมาตั้ง SALE  เลยเดินไปที่บูธของ Super Sport เองเลย ไปเลือกซื้อไม้แบดฯ เลือกไปเลือกมาก็ได้ยี่ห้อ YONNEX ซึ่งก็มีขายที่ฟอร์จูนอีกนั่นแหล่ะ เพราะWILSON ไม่มีรุ่น ราคา ที่อยากได้  ซื้อของได้ครบเรียบร้อย ก็เดินไปลานจอดรถ

เมื่อถึงลานจอดรถ ปรากฏว่า มีรถจอดซ้อนคัน ปิดทางออกของรถผมอยู่ ดูๆ แล้ว ต้องเข็นไม่ต่ำกว่า 3 คัน ก็เลยเอาของไปเก็บในรถแล้วมาเข็นรถที่จอดบังอยู่ .. ต้องเล่าย้อนกลับไปหน่อยว่า ผมจอดรถอยู่บริเวณที่จอดรถที่ reserved ไว้ให้กับลูกค้า DTAC Maximize ซึ่งนอกจากจะมีการ reserved ที่จอดไว้แล้ว ยังมีพนักงานใส่เสื้อ Maximize ยืนเฝ้าคอยบริการลูกค้าสิทธิพิเศษกลุ่มนี้อยู่ด้วย  .. กลับมาที่ ขณะผมเข็นรถอยู่ พนักงานที่ใส่เสื้อ Maximize คนนึงก็เดินมาแล้วบอกผมว่า “ขึ้นรอบนรถเลยครับ ^__^”  ซึ่งหมายถึงว่า เขาจะเข็นรถให้ผมนั่นเองครับ

ผมขึ้นรถตามคำบอก รอจนเขาเข็นเสร็จ เมื่อขับผ่าน ผมลดกระจก เพื่อกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้งหนึ่ง …. หนึ่งวันพักร้อน นี้ ทำให้ผมรู้สึก Feel Good กับบริการดีๆ แม้ไม่ได้เป็นลูกค้า DTAC จังครับ

Advertisements

No.13 ฉบับหนึ่งวันพักร้อน(หนาว)(1)

ทีแรกกะว่าฉบับนี้จะมาบันทึกเรื่องเก็บตกต่างๆ จากที่ได้ไปเดินเที่ยวงานเทศกาลดนตรี Fat Festival เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 10-11 พฤศจิกายน คิดไว้ทีแรกว่า พักร้อนวันนี้ (13 พฤศจิกายน ) ก็จะหาเวลามานั่งบันทึกแต่ปรากฏว่าทำไปทำมา ก็ยังไม่ได้บันทึก มาดูกันดีกว่า ว่า พักร้อนหนึ่งวันของผมวันนี้ ไปทำ ไปเจอ อะไรมาบ้าง ทำไมถึงไม่ได้นั่งบันทึกเรื่องงาน Fat Fest ใน blog ฉบับนี้

เริ่มต้นวันใหม่ ประมาณ 6.48 น. ผมตื่นขึ้นมาโดยการปลุกจากเสียงโน้ตตัวแรกของเพลง นานอีกหน่อย (Monotone Group)  ซึ่งดังมาจากโทรศัพท์มือถือ บนหัวนอน  ไม่ทันโน้ตตัวที่สาม สี่ ห้า จะได้มีโอกาสดังออกมา เสียงดนตรีก็หยุดไปเสียก่อน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็ปรากฏเป็น 1 missed call บนหน้าจอ ผมลองกดโทรกลับไปยังเจ้าของ missed call แต่ปรากฏว่า ไม่มีผู้รับสาย จึงพอเดาได้ว่า เจ้าของ missed call ไม่น่าจะตั้งใจโทรมา แต่อาจเรื่องเป็นการผิดพลาดทางเทคนิคบางประการมากกว่า ผมจึงล้มตัวนอนอุดอู้ บนที่นอนในวันพักร้อนอากาศดีๆ วันนี้ต่อไป

มาตื่นอีกทีก็ 10 โมงกว่าๆแล้ว วันนี้คิดยังไงไม่รู้อยากหุงข้าวกินเอง เลยลงจากห้องนอน เข้าห้องครัวไปหุงข้าวทิ้งเอาไว้ แล้วขึ้นมาอาบน้ำ อาบน้ำเสร็จออกมาข้าวก็สุกทันกันพอดี แต่งตัวลงไปเปิดตู้เย็น หยิบไข่ หนึ่ง ฟอง เพื่อไปทำอาหารสุด คลาสสิก ไข่เจียวนั่นเอง เมื่อท้องอิ่มจากข้าวไข่เจียวแล้ว ก็เริ่มคิดต่อว่า วันนี้ จะไปทำอะไรบ้าง เป้าหมายคร่าวๆก็คือ ไปหาซื้อเป้ backpack ดีๆทนๆสักใบไว้ใช้งาน ซื้อไม้แบดมินตันเป็นของตัวเองสักอัน ( ใช้แต่ยี่ห้อยืม จน รู้สึกเกรงใจขึ้นมาแล้ว 😛 )  เมื่อได้เป้าหมายคร่าวๆ ก็เปิดอินเทอร์เน็ต หาข้อมูลเรื่องเป้ ได้ข้อมูลระดับหนึ่ง ก็เริ่มคิดแผนผังเรื่องเส้นทาง การเดินทาง เมื่อได้แผนผังในหัวแล้วก็เริ่มออกเดินทาง

ขับรถออกจากบ้านประมาณ บ่ายสองโมงกว่าๆ จุดหมายคือ ที่จอดรถ(ฟรี) บริเวณสถานีรถไฟ(ฟ้า) บางซื่อ ซึ่งเคยคิดว่าอยากหาโอกาสเอารถไปจอดดูสักครั้ง ก็เป็นอันว่า โอกาสมาถึงวันนี้นี่เอง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึงที่จอดรถ ขับรถเข้าที่จอดรถหาที่เหมาะๆ ใกล้จุดที่รปภ. นั่งเฝ้าไว้ก่อน อิอิ ที่ต้องหาที่จอดเหมาะๆหน่อย เพราะที่นี่ จอดฟรี และ ไม่มีการรับบัตรจอดรถ ผนวกกับป้ายแจ้งเชิงแนะนำเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สินภายในรถ ก็น่าจะเป็นตัวชี้วัด เรื่อง การรักษาความปลอดภัยได้ระดับนึงว่า มีความเสี่ยงอยู่พอควร

จอดรถเสร็จก็เดินข้ามสะพานลอย ข้ามทางรถไฟไปลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน บางซื่อ ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง( จริงๆ จะเรียกต้นทางก็ได้นะครับ หากเรียกสถานีหัวลำโพงเป็นสภานีปลายทาง) ช่วงเวลาที่ผมลงไป ยังไม่ใช่เวลาเลิกงาน จึงมีผมเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวที่ยืนรอรถไฟฟ้าบนชานชาลา รออยู่ไม่นานเกินรถไฟก็มา จุดหมายของผมอยู่ที่สถานีพระรามเก้า

ระหว่างทางผมนั่งฟังเพลงจากมือถือไปเพลินๆ ไม่น่าเกิน 20 นาที ก็ถึงสถานีพระรามเก้า ออกจากสถานีเดินเข้าอาคารฟอร์จูน เดินไปยังเป้าหมายในการซื้อของนั่นคือ ร้าน … ซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารฟอร์จูนนั่นเอง ผมเดินดุ่มๆ เข้าไปยังโซนที่มีเป้ backpack แขวนขายอยู่เยอะๆ ไปถึงเดินดูสักพัก เจอน้องผู้หญิงพนักงานขายหน้าตาใจดีเข้ามาทักทาย “สอบถามได้นะคะ” ได้ยินดังนั้นก็เลยสักถามหาเป้ deuter ความจุประมาณ 30-40 ลิตร เมื่อได้โจทย์จากผมไป น้องผู้หญิงก็ดูมีความรู้ในสินค้าที่ขายพอสมควร เดินพาไปหาเป้ ตามความต้องการมาให้ผมเลือก

ผมยืนเลือกโดยสอบถามข้อมูลเพื่อการเปรียบเทียบอยู่ 3-4 นาที ก็เลือกได้เป้ deuter actlite 40+10 ( 40+10 คือความจุ 40 ลิตรแล้วขยายเพิ่มเติมได้อีก 10 ครับ ^_^ ) กับ rain cover 1 อัน เพราะรุ่นที่ผมซื้อไม่ได้มีมาให้ด้วย ดูที่ป้ายราคาก็เห็นมีอยู่ สอง ราคาคือราคาเต็มกับราคาลดแล้ว ผมก็ถามไปแบบไม่ได้ตั้งใจจะได้คำตอบว่า “ราคาลดเท่าที่ป้ายเหรอครับ” พร้อมกับทำท่าหยิบบัตรเครดิตในกระเป๋า
“อืม…ถ้าพี่ใช้บัตร ก็ลดได้เท่าบนป้ายอ่ะค่ะ” เสียงตอบจากน้องพนักงานขาย
ตอบแบบนี้ คำถามเลยตามมาสิครับ “เอ…แล้วถ้าซื้อเงินสดนี่ลดได้จากป้าย (ที่ลดแล้ว ) อีกเหรอครับ”
“ค่ะ” น้องพนักงานขายตอบพร้อมกดเครื่องคิดเลขโชว์ตัวเลขที่ลดลงไปอีก ให้ดู
ผมรู้สึกว่า สถานะการณ์นี้น่าจะออกนอกกฏเกณฑ์ การซื้อของในห้างทั่วไปที่ซื้อขายกันตามป้ายเท่านั้นแล้ว จึงทำการต่อรองราคาลงไปอีก ก็ได้ราคาลดไปจากที่น้องเขากดให้ดูอีกนิดหน่อย จึงเดินออกจากร้านไปกด ATM ระหว่างเดินออกไป ก็คิดในใจว่า “ร้านแบบนี้เขาให้ต่อราคาได้ด้วยเหรอ(ฟร๊ะ) เนี่ย?”

ผมเดินกลับมาจ่ายเงิน ระหว่างรับของ น้องพนักงานขายบอกส่งท้ายว่า “มีปัญหาก็เอามาดูนะค่ะพี่… แล้วพี่อย่าไปบอกใครนะค่ะ” ผมอมยิ้มรับคำ และเข้าใจว่า น้องเขาคงหมายถึงเรื่องราคาที่ขายให้ผมกระมัง ( ว่าแล้วก็ต้องขออภัยน้องด้วยที่พี่ทำตามที่รับปากได้ไม่หมด เพราะเอาเรื่องน้องมาเล่าใน blog นี้ซะแล้ว ^_^’ แต่ก็พยายามละชื่อร้านเป็น … ไว้ไม่ให้ใครรู้แล้วนะครับ )

เมื่อได้เป้มาแล้ว ก็เดินไปโซนที่ขายไม้แบดมินตัน เดินดูสักพัก ก็ถามหายี่ห้อที่คิดไว้ทีแรกว่าอยากจะซื้อ คือ wilson เพราะดูผ่านๆแล้วไม่เห็นมีสินค้าโชว์อยู่ ปรากฏว่า ที่ร้านนี้ไม่มีของ wilson ขายแล้ว โดนเก็บไปขายที่สาขาอื่นหมดแล้ว ก็เลยตัดสินใจยังไม่ซื้อที่นี่  เลยเดินออกจากร้านมาหาอะไรกินรองท้องที่ศูนย์อาหาร

เดินไปร้าน dunkin’ donut ซื้อโดนัทโฮลวีท กับกาแฟเย็นกิน ระหว่างยืนรอจ่ายเงิน ได้ยินพนักงานขายผู้หญิงสองคุยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับดิฟ (เหมือนเป็นซอสไว้จิ้มกับโดนัทกิน) ประมาณว่า หนักงานที่ดูอวุโสกว่าพูดให้พนักงานรุ่นน้องไปหยิบดิฟมาแถมให้ผม 1 อัน
หนักงานที่ดูเด็กกว่าจึงถามผมว่า “เอาดิฟอะไรดีค่ะ มี งาดำ ฟักทอง … เผือก แนะนำเผือกนะค่ะ ^__^”
แหม่มีแนะนำด้วย สงสัยเห็นผมยืนงงอยู่ เพราะแต่ละอย่างดูเพื่อสุขภาพทั้งนั้นเลย ผมจึงตอบไป “อ่อ… เอาฟักทองครับ ^__^”
“เอาลองชิมดูนะค่ะ วันนี้แถมค่ะ วันอื่นไม่แถมแล้วนะค่ะ” เสียงพนักงานบอกระหว่างดิฟให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ผมเดินหาที่นั่งกิน พร้อมนึกถึงเรื่องที่เพิ่งผ่านไปเกี่ยวกับการให้บริการของพนักงานขาย ทั้งที่ร้าน … และ ร้าน dunkin’ donut  ผมอมยิ้มแล้วรู้สึกดีๆ ชอบกลครับ ที่ยังมีชอบกลต่อท้ายอยู่ เพราะใจหนึ่งก็คิดว่า ผมได้รับบริการที่เกินความคาดหวังเสียนี่กระไร แต่อีกใจก็คิดเล็กๆ ว่า จริงๆเขาคงมีบริการแบบนี้ (ราคาลดแล้วลดอีก กับ ดิฟฟรี ) อยู่แล้ว แต่ผมไม่รู้มาก่อนรึป่าวหนอ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็รู้สึกดีไปแล้วเนาะ

เขียนไปเขียนมาชักยาว ถ้างั้นขออนุญาต ขึ้นไปเติม (1) ต่อท้าย title เพื่อเป็นการบอกว่า”ฉบับหนึ่งวันพักร้อน(หนาว) ยังไม่จบนะค้าบ เดี๋ยวกลับมาต่อฉบับหน้า”