No.12 ฉบับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 12

เป็นเรื่องบังเอิญ ที่เขียน blog มาถึงฉบับที่ 12 แล้วเรื่องที่จะเอามาบันทึกก็ดันเป็นเรื่องการไปเดินงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 12 เสียด้วย แฮะๆ ก่อนหน้าจะไปเดินงานนี้ ได้อ่าน blog ของน้องสาวคนนึง พูดถึงหนังสือ How to Mind Map (ชื่อภาษาไทยว่า วิธีเขียน Min Map ฉบับเจ้าสำนัก ผู้แต่ง โทนี บูซาน ผู้แปล ธัญกร วีระนนท์ชัย สนพ.ขวัญข้าว’94 ) เอาไว้อย่างน่าสนใจ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งในการไปเสาะหาในงาน อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อซื้อกลับมาอ่านได้ครึ่งเล่ม ก็เลยอยากจะนำเทคนิค การใช้ mind map มาบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการไปเดินงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งนี้ ด้วยภาพถ่าย 4 ภาพด้านล่างแทนบันทึกด้วยตัวอักษรยาวๆดูครับ 🙂   ผมว่าภาพ 1 ภาพนอกจากจะอธิบายแทนคำพูดได้เป็นร้อยๆ คำแล้ว ยังสามารถทำให้เราเชื่อมโยงไปหาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ซึ่ง เกี่ยวข้องกับภาพนั้นๆ ) ได้เป็นฉากๆ ด้วยนะครับ

img_2132.jpgimg_2133.jpgMyBook1MyBook2

ปล. เทคนิคการทำ mind map จริงๆ เขาไม่ได้ทำแค่เอาภาพถ่ายมาแปะต่อๆ กันนะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ประเด็นหลักๆ เป็นเทคนิคการวาดภาพ แสดงความเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน โดยวาดออกมาเป็นรูปของแกน กิ่ง ก้าน ยังไงลองไปหาอ่านกันดูเพิ่มเติมนะครับ
ปล.2 ภาพถ่าย 1 ภาพแทนคำบรรยาย ด้วยตัวอักษรเป็นร้อย ตัว จริงๆ นะครับ เพราะหากคำนวณจำนวน bytes ของภาพถ่าย 1 ภาพ (แม้จะย่อขนาดแล้ว ) ก็เทียบได้กับจำนวน bytes ของตัวอักษรเป็นแสนๆ ตัวเลยทีเดียวครับ 🙂

No.11 ฉบับเลี้ยงส่ง

ห้า ตุลา “วันนี้กลับดึกนะครับ มีเลี้ยงส่งน้องที่แผนกลาออก”
สิบสอง ตุลา “วันนี้ไปรับหม่าม้าไม่ได้นะครับ มีเลี้ยงส่งน้องที่แผนกลาออก (อีกคน)”
สองศุกร์ ที่กึ่งทุกข์กึ่งสุข กับการไปร้องคาราโอเกะและ กินเลี้ยงสั่งลา น้องในแผนก สอง คนที่จะออกไปเผชิญโลกกว้าง คนนึงไปเรียนต่อ อีกคนย้ายไปทำงานที่อื่น

คิดไปก็ใจหาย แต่หลังจากอ่านหนังสือธรรมะมาได้สักระยะ ก็เริ่มรู้จักกับคำว่า ไม่ยึดติด 🙂 ทำให้เข้าใจความเป็นจริงของการทำงาน และ ความเป็นจริงของชีวิต เหมือนที่ใครสัคน เคยบอกไว้ว่า วันที่เราได้เริ่มต้นรู้จักและผูกพันกับใคนสักคน วันนั้นเองก็เป็นวันเริ่มต้นนับถอยหลังไปยังวันที่ต้องมีคำล่ำลา เพียงแต่เราจะนับถอยหลังไปนานเท่าไหร่เท่านั้นเอง

ก็ขออวยพรให้น้องๆ โชคดีในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตครั้งนี้ ทั้งทางการเรียนและการทำงาน หากไปพบเจอปัญหา อุปสรรค ใหม่ๆ ก็ขอให้หยิบเอาประสบการณ์ ที่ได้พกพาไปจากที่ทำงานเดิมขึ้นมาใช้ในการฝ่าฟันกับปัญหาและอุปสรรคที่เจอ ขอให้คิดเสมอว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ไม่มีต้นทุน โดยเฉพาะเจ้าต้นทุนที่เรียกว่า “ความเครียด” ซึ่งมันจะแวะเวียนมาเยี่ยมเราบ่อยหน่อยในช่วงแรกๆของการเปลี่ยนแปลง

มองน้องสองคนที่ลาออก แล้วย้อนกลับมามองตัวเอง มานั่งคิด จินตนาการ ถึงวันที่ต้องก้าวออกจากที่ทำงานปัจจุบัน วันนั้นคงจะอีกยาวนานหลายปีแน่ๆเลย เพราะคิดเอาไว้ว่า ถ้าจะต้องเปลี่ยนที่ทำงานจริงๆ ที่ทำงานแห่งที่สองของผม คงอยากจะเป็นที่บ้านมากกว่า ไม่ได้หมายถึง นั่งกิน นอนกินอยู่ที่บ้านหรอกนะครับ 🙂  แต่หมายถึงออกไปเป็นเจ้านายตัวเอง มีอิสระในการออกไปไหนมาไหน ไม่ต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศ วันละ แปด ชั่วโมง สัปดาห์ละ ห้า วัน

ว่าแล้วก็ อีกไม่กี่วันข้างหน้า ผมเองคงต้องเริ่มต้นนับหนึ่งในการทำความรู้จักและสร้างความผูกพันกับน้องใหม่ที่จะเข้ามาทำงานแทนน้องที่ลาออกไป และอย่างที่บอกไป วันนั้นก็คงเป็นวันแรกที่เริ่มต้นนับถอยหลังไปยังวันที่ต้องมีการเลี้ยงส่งน้องเหมือนเช่น สองศุกร์ที่ผ่านมาเช่นกันครับ   
“เอ้า! เลี้ยงส่งให้ความปวดร้าว ความเศร้าทำเอาเจ็บ…” เย้ย ถูกเพลงแต่ผิดงาน ฮา…….