No.6 ฉบับ Instant Messaging (IM)

A: “เป็นไงมาทำงานแต่เช้าเชียว”
B: “อือ เปิดเทอมแล้วกลัวรถติด ตื่นเช้าหน่อย นอนในรถตู้”
A: “กินข้าวเช้าหรือยัง”
B: “เดี๋ยวว่าจะไปหาอะไรกินเหมือนกัน แต่ยังเช้าอยู่ ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แล้วนายอ่ะกินยัง”
A: “เรียบร้อย กาแฟสักแก้วมั้ย 555+”
B: “อือ เดี๋ยวหลังข้าวเช้าคงสักแก้ว”
….
บทสนทนาด้านบนเป็นตัวอย่างหนึ่งของประโยคพูดคุยที่ถูกพิมพ์ จากแป้นคีย์บอร์ด ของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง และปรากฏยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ของอีกเครื่องหนึ่งแบบ real-time  และอีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถพิมพ์ข้อความโต้ตอบกลับมาได้อย่าง real-time เช่นกัน การคุยกันผ่านแป้นคีย์บอร์ดแบบ real-time นี้ เราเรียกอย่างกลางๆ เป็นภาษาทางการว่า Instant Messaging

หากบอกว่า บทสนทนาข้างบน เป็นบทสนทนาของคนสองคนที่อยู่คนละ จังหวัด ( ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างธรรมดามาก )  Instant Messaging ก็คงถูกมองว่า เป็นการสื่อสารที่ทำให้คนสองคน ซึ่งอยู่ไกลกัน สามารถโต้ตอบกันเสมือนอยู่ใกล้กันมากๆได้

ในทางกลับกันหากบอกว่า บทสนทนาข้างบน เป็นการโต้ตอบกัน ของคนสองคน ที่อยู่ห่างกันเพียง พาร์ทิชั่น กั้นโต๊ะ ( ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นจริงในที่ทำงานทั่วไป )  Instant Messaging ก็คงถูกมองว่า เป็นการสื่อสารที่ทำให้คนสองคน ซึ่งอยู่ใกล้กันมาก แต่ปฏิสัมพันธ์กันเหมือน อยู่ไกลกันคนละจังหวัด

นอกจาก IM จะถูกใช้ในการสื่อสารกันมากกว่า การพูดคุยแบบปกติแล้ว status ที่ปรากฏบน IM Client ต่างๆ ก็ยังเป็นตัวบ่งชี้สถานะของเจ้าของเครื่องไปในตัวด้วยเช่นกัน เช่น Available  Busy Away เป็นต้น ซึ่งทำให้คนอื่นๆ สามารถรู้ว่า เรามาทำงานหรือไม่ ยุ่งอยู่มั้ย เดินไปไหนโดยไม่อยู่โต๊ะหรือเปล่า  ได้โดยไม่ต้องโทรมาถาม หรือ ชะโงกหน้าข้ามพาร์ทิชั่น มาดู 

วันนี้ ผมคงขอเปลี่ยน status ของ IM ผมเป็น Offline ไปก่อนละครับ ^__^ ว่างๆจะหาอะไรมาพิมพ์ใหม่

No.5 ฉบับอายุ 45 เหล่า VI จะไปทำอะไร

“อายุ 45 จะไปทำอะไร” เป็นกระทู้หนึ่งใน web thaivi.com น่าแปลกที่หลายๆ คน วางหลักกิโลเมตร ที่อายุ 45 ไว้เป็นเป้าหมายหนึ่งของชีวิต (ในแง่ ของการทำ project หลักกิโลเมตรที่ว่า ก็คือ milestone ของ project นั่นเอง ซึ่ง เราจะมีการกำหนดไว้เป็นช่วงๆ เพื่อใช้ประเมินดูผลความก้าวหน้า ของ project ในแต่ละ phase )  ซึ่งหนึ่งในหลายๆ คน ที่ว่า ก็มีผมอยู่ด้วยคนหนึ่ง
ลองตามไปดูกันนะครับ ว่า เหล่า vi เขาคิดจะทำอะไรกันบ้างเมื่ออายุ 45 http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=11256
แต่ที่ผมชอบมากที่สุด ก็เห็นประโยคด้านล่างนี้ ซึ่งมี VI ท่านนึง quote มาแปะไว้อีกที
หากว่าวันไหน ข้าไม่ได้เป็นประมุขของเม้งก่าแล้ว พวกเราจะไปหาที่เงียบสงบอยู่ด้วยกัน สร้างบ้านอยู่ริมสระน้ำ หน้าบ้านก็ปลูกดอกไม้ พอหน้าร้อน เราจะนั่งดื่มน้ำชา ดีดพิณ เล่นหมากล้อม ในสระน้ำนะ เราจะปลูกดอกบัว เวลาฝนตก เราจะได้นั่งดูด้วยกัน พอฤดูใบไม้ร่วง เราจะพายเรือไปเก็บมัน
เตียบ่อกี้ ดาบมังกรหยก

No.4 ฉบับประเมินผลอัจฉริยะข้ามคืน

เวลาเริ่มย่างก้าวเข้าสู่เดือนที่ 7 ของปี 2007 เข้าให้แล้ว ผ่านพ้น 2007 มาครึ่งปี มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมายก่ายกอง แต่ด้วยชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือน 80-90% ของเวลาที่ผ่านไปคงไม่พ้นเรื่องงาน พูดถึงเรื่องงาน เมื่อครบครึ่งปีของการทำงาน ก็ถึงเวลาอันควรที่จะได้มีการประเมินผลการทำงานที่ผ่านมากันสักครั้งนึงก่อน ที่ทำงานของผมประเมินผลกันปีละ 2 หน แต่ในบางที่ อาจจะประเมินกันปีละ 4 หนเท่าจำนวนไตรมาสของการประกาศผลประกอบการ(สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) กันเลยทีเดียว

ด้วยอายุการทำงานก็มากโขอยู่ ผมก็เลยอยู่ในฐานะเป็นทั้งผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินในคราวเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผลลำบากใจก็คือ การทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินซะมากกว่า ผมว่า การประเมินผลงานตามเกณฑ์ของผลงานที่ทำกันไป ก็คงไม่ลำบากใจมากนัก เพราะทุกคนต่างมีการกำหนดเป้าหมาย หรือ objective กันไว้ อยู่แล้ว ทำได้เข้าเกณฑ์คะแนนเท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้นตรงไปตรงมา จะมีให้รู้สึกไม่เกิดความเท่าเทียมกันก็คงจะเป็นเรื่องของมาตรฐานของ objective ของแต่ละคน ว่า ตั้งไว้ challenge มากน้อยต่างกันขนาดไหน แต่ที่ลำบากใจน่าจะเป็นเรื่องของการจัดอันดับคะแนนของแต่ละคนว่า ใครมาที่ 1 ใครมาที่ 2 3 4 5 … ซึ่งผมไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะดูๆไปมันเหมือนองค์กรกำลังจำกัดจำนวนคนตั้งใจทำงาน และ ทำผลงานได้ดีอยู่หรือเปล่าหนอ  แต่ก็เอาเถอะครับคิดซะว่า ไม่มีอะไรในโลก ที่เท่ากันได้เป๊ะๆ เหมือนที่เห็นในสมการคณิตศาสตร์ ต้องมีมากมีน้อย มีดีและดีกว่า อยู่เสมอในหมู่คนที่อยู่รวมกัน

ในการประเมินผลน้องๆ ผมพยายามตั้งหรือปรับทัศนคติไว้ในทางบวกไว้ก่อนว่า ไม่มีใครอยากทำงานไม่ดี ดังนั้นการประเมินในแต่ละเรื่อง ผมก็จะพยายามมองว่า น้องแต่ละคนทำได้ดีแค่ไหน โดยพยายามเลี่ยงที่จะคิดว่า น้องทำอะไรไม่ดีเอาไว้ หรือ เคยทำพลาดอะไร ซึ่งผมว่า ทัศนคิตบวกแบบนี้ น่าจะช่วยลด bias ที่ผมอาจจะมีกับน้องแต่ละคนลงไปได้บ้าง

เมื่อตั้งทัศนคติไว้แบบนี้แล้ว เราก็จะไม่เผลอหลุดคำพูดในเชิงติเตียนหรือว่ากล่าวในทำนองว่า คุณทำได้ไม่ดีเลย หรือ คุณทำไม่ทันกำหนด  ในทางตรงข้าม วลีที่น่าจะใช้มากกว่า เห็นจะเป็นวลีฮิตของรายการอัจฉริยะข้ามคืนที่ว่า “คุณทำดีแล้วครับ แต่ยังดีไม่พอสำหรับอัจฉริยะข้ามคืน เชิญครับ” ^_^